เว็บไซต์ Amata Jobs Online จัดทำขึ้นโดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ อมตะ (AMATA) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี และ ระยอง มีโรงงานประกอบกิจการกว่า 1,100 แห่ง สามารถสร้างอาชีพให้กับคนในประเทศมากกว่า 250,000 อัตรา ถือว่าเป็นตลาดงานใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สร้างเรซูเม่สมัครงานฟรี ให้คุณยืนหนึ่งด้วยการนำเสนอตัวตนที่โดดเด่น เพิ่มโอกาสให้คุณได้งาน สร้างเรซูเม่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำเรซูเม่ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง หมดปัญหากับการสร้างเรซูเม่ที่สวย แต่ส่งไปสมัครงานแล้วแป๊กทุกที พร้อมถึงระบบช่วยกรอกเรซูเม่ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในทุกส่วนของข้อมูลเรซูเม่ และสามารถกรอก ข้อมูลได้ละเอียดที่สุด
สร้างเรซูเม่
อมตะซิตี้ ระยอง
อมตะซิตี้ ชลบุรี
ในปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีและวิวัฒนาการของAI ที่ก้าวหน้าไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเรา แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเรา จนอาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าอาชีพในอนาคต2030 จะเป็นงานแบบไหน? ไม่ว่าจะกำลังเริ่มต้นในโลกการทำงาน หรือกำลังมองหาโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน บทความนี้จะพาไปสำรวจ10อาชีพมาแรงในอนาคต2030 พร้อมแนะนำทักษะที่เป็นประโยชน์ ที่ให้คุณพร้อมเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่วันนี้ เพื่อการวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจ!รายงานความเสี่ยงของโลกกับตลาดอาชีพ ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า โลกเรากลับกำลังเผชิญความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน ให้เกิดความต้องการอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตจากรายงานThe Global Risks Report 2024 โดยWorld Economic Forum คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2024-2034 โลกเรากำลังเผชิญกับ10 ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น3 ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น1.ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะยิ่งทวีความรุนแรง 2.เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแต่แฝงไปด้วยภัยจากการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวหรือความผิดพลาดที่มีความซับซ้อน และ3.ความเสี่ยงและปัญหาจากสภาพสังคมต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการตลาดอาชีพที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างต้องการคนเข้ามารับมือและสร้างนวัตกรรมเพื่อรองรับอนาคต โดยแบ่งออกเป็น3 กลุ่มอาชีพหลัก ๆ คือ1.กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)2.กลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs)3.กลุ่มอาชีพดิจิทัล (Digital Jobs)กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)Green Jobs หรือสายงานสีเขียว คือกลุ่มอาชีพที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นงานภาคการผลิต การสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของเสียและมลพิษ เพื่อลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ถึงแม้กลุ่มอาชีพนี้จะมีมานานแล้ว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ต้นทุนวัสดุที่ลดลง และเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้Green Jobs เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมาดูกันว่าอาชีพเหล่านี้มีอะไรบ้าง!ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม (Wind Technician) อาชีพช่างเทคนิคกังหันลมเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพพลังงานหมุนเวียน ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมกังหันลม ตลอดจนตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบส่งสัญญาณไฟใต้ดิน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลมแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบัน การส่งเสริมพลังงานลมในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมกำลังได้รับความต้องการสูงในต่างประเทศ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มการเติบโตถึง68.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะเครื่องกล (Mechanical Skill) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลมจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องกลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการบำรุงรักษา แก้ไขปัญหา และซ่อมแซมระบบไฮดรอลิก รวมไปถึงมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของกังหันลม-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างเทคนิคพลังงานลมจะต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหากังหันลมหยุดทำงาน หรือมีจุดขัดข้องทำให้จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ เพื่อที่จะวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุด-ทักษะการเขียนรายงาน (Technical Writing) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม จะต้องจัดทำเอกสารและส่งรายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบ การตรวจสอบ การซ่อมแซม หรือปัญหาที่พบเจออยู่เสมอ ดังนั้นการเขียนรายงานที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจรายงานได้ และส่งต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) อาชีพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์หรือช่างโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งอาชีพอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน มีหน้าที่รับผิดชอบการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตพลังงาน และให้คำแนะนำการปรับปรุงประสิทธิภาพกับผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ ด้วยปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงจากเมื่อก่อนมาก เพิ่มเติมด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐด้วยการปรับนโยบายต่าง ๆ ทำให้อาชีพนี้ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) มีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยคาดว่าการจ้างงานในอาชีพนี้จะเพิ่มขึ้นถึง52% ระหว่างปี2020 ถึง2030 ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า (Fundamental of Electronics) ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นศัพท์เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบไฟฟ้า กำลังไฟ แรงดันไฟ กระแสไฟ และประเภทของกระแสไฟต่าง ๆ เพื่อใช้ทำความเข้าใจในระบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์-การออกแบบและคำนวณระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Power System Design) ก่อนการติดตั้งแผงวงจร ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องทำการศึกษาและประเมินพื้นที่หน้างาน และคำนวณโครงสร้างอาคารที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของแผงวงจร ตลอดจนค่าอื่น ๆ เพื่อนำไปวางแผนการติดตั้งและอธิบายแก่ผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ได้-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างโซลาร์เซลล์ต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุดที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consultant) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ ประเมิน วางแผน และพัฒนากลยุทธ์เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านESG (Environment, Social, Governance) โดยมีเป้าหมายคือ สนับสนุนให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริงแนวโน้มความต้องการ ความต้องการของอาชีพที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยVerdantix องค์กรวิจัยนวัตกรรมระดับโลกคาดการณ์ว่าในปี2027 อุตสาหกรรมสีเขียว จะมีมูลค่าทั่วโลกถึง16,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคจะยิ่งตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการมีที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน อาจจะต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านในการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนั้นทักษะการแก้ไขปัญหา จึงเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะช่วยระบุปัญหาและจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-ทักษะการโน้มนาวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วม เข้าใจถึงความสำคัญของความยั่งยืน และให้ความร่วมมือในการกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี-ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน สามารถมองเห็นภาพรวมสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถวางแผนการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ได้ในระยะยาวกลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs) อุตสาหกรรมHealthcare มีแนวโน้มจะเติบโตในระยะยาว ด้วยกลุ่มประชากรในหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่มาพร้อมกับปัญหาอัตราการเกิดที่น้อยลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เพื่อยืดอายุและลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน จากแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความต้องการจ้างงานด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศพยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioner) พยาบาลเวชปฏิบัติ มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพ ครอบคลุมไปถึงการดูแลและการจัดการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนสามารถประเมินสุขภาพของผู้ที่มารับบริการ เพื่อการตัดสินใจและการวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นภายใต้ขอบเขตที่แพทย์กำหนดได้แนวโน้มความต้องการ พยาบาลเวชปฏิบัติได้รับความนิยมเนื่องจากความสามารถในการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและการป้องกันโรค ทำให้บทบาทนี้มีความสำคัญและเติบโตต่อเนื่องในอนาคต เช่นนั้นกลุ่มงานพยาบาลจึงได้รับความสนใจมากขึ้นถึง52.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง การประกอบอาชีพพยาบาลนั้นจำเป็นต้องเรียนจบระดับปริญญาตรีในสาขาพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น-ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพพยาบาล เนื่องจากการติดเชื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานพยาบาล โดยเฉพาะในการอธิบายแผนการบำบัดหรือการดูแลสุขภาพให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจอย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการรักษา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือของผู้ป่วยและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานกับทีมอื่น ๆ-ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ทักษะการแก้ปัญหาเป็นทักษะที่ช่วยให้พยาบาลสามารถจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) นักกายภาพบำบัด คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้เทคนิคทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอาการปวด เพิ่มความคล่องตัว และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวแนวโน้มความต้องการ อาชีพนักกายภาพบำบัดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชากรโลกและในประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจึงมีความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาวทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสาร มีความสำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัด เพราะช่วยให้การอธิบายแผนการบำบัด วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพ และขั้นตอนการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นไปอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้นักกายภาพบำบัดเข้าใจความต้องการและอาการของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งมากขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการบำบัดที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วน ที่ส่งผลให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) นักกายภาพบำบัดจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบในการบันทึกข้อมูล เพื่อต่อยอดการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน (Nursing Home) ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน จะทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันแก่ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยระยะยาว อย่างเช่น ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้นแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุคนไทย จะเพิ่มขึ้นปีละ5 แสนคน ทำให้ธุรกิจสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ จะมีมูลค่าประมาณ2.99 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ7.5% ต่อปี จากตัวเลขคาดการณ์นี้ทำให้เห็นว่าการให้บริการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรม เช่น การดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย หรือการทำตามแผนการบำบัด ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้นและฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้านต้องใช้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการแทรกซ้อนหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ดูแลต้องคำนึงถึงทุกความต้องการ ตั้งแต่การให้ยาตรงเวลา การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการดูแลกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด-ความรู้การป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) การติดเชื้อเป็นภัยที่ร้ายแรงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคและรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ4LifelongLearning มี Micro-Credentials ที่ได้รับการออกแบบมาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มอาชีพงานดิจิทัล (Digital Jobs) หลังเหตุการณ์Covid-19 ทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของเรามากกว่าที่เคย หลายบริษัทปรับตัวเป็นการทำงานทางไกล (Remote Working) ทำให้เกิดการลงทุนกับซอฟต์แวร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จากปัจจัยนี้ทำให้ความต้องการแรงงานด้านเทคโนโลยีจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ของWorld Economic Forum จำนวนงานดิจิทัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 73 ล้าน เป็น92 ล้านงานภายในปี2030นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Analyst) เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายองค์กรมีความต้องการมากขึ้น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นอาชีพที่มีหน้าที่ออกแบบ วางระบบและพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้มีความปลอดภัย อีกทั้งต้องทำการตรวจสอบ และดูแลความเรียบร้อยของระบบข้อมูลในองค์กร เพื่อป้องกันการโจมตีและการละเมิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้หลากหลายมิติแนวโน้มความต้องการ จากการที่เทคโนโลยีAI มีการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ตามมาได้ ส่งผลให้ความต้องการอาชีพนักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะยิ่งสูงมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน โดยมีคาดการณ์ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง33.3% จากฐานข้อมูลWorld Economic Forumทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Assessment and Management) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล จะต้องมีความสามารถในการระบุช่องโหว่และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ พร้อมวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าเพื่อจัดการและลดผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างเป็นระบบ-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะต้องทำงานและขอความร่วมมือกับทีมต่าง ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้กับทีมบริหารหรือทีมธุรกิจสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน และเป็นปัจจัยสำคัญให้สามารถบรรลุแผนงานที่วางไว้ได้-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์อาจจะตรวจจับได้ยาก นักวิเคราะห์ความปลอดภัยจะต้องใส่ใจ รอบคอบต่อระบบ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยได้อยู่เสมอผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Expert) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เป็นกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล (Data) ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นData Scientist, Data Engineer และData Analyst ทั้ง3 อาชีพ มีการทำงานที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่นData Scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ทำหน้าที่สร้างModel โดยการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาเป็นต้นแบบ และมองหาผลลัพธ์เชิงลึก (Insight) จากการสร้าง Model ส่วนData Engineer (นักวิศวะข้อมูล) มีหน้าที่วางระบบการไหลของข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่จะต้องใช้งาน ในขณะที่Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล) จะต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจธุรกิจมากที่สุด เพื่อใช้ในการหาBusiness Insight จากชุดข้อมูลที่มีแนวโน้มความต้องการ จากการเติบโตของAI และMachine Learning จะยิ่งบีบบังคับให้หลายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เกิดข้อมูล (Data) มหาศาล และข้อมูลตรงนี้จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ดังนั้นData Expert จึงยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคตทักษะที่เกี่ยวข้อง-การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจะต้องมีทักษะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมจะนำไปวิเคราะห์หา Business Insight และเพิ่มคุณค่าของข้อมูลในมือมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling)-การนำเสนอข้อมูล (Data Visualization) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอาจจะต้องการทักษะในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นภาพ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งPython ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่องค์กรต้องตัดสินใจจากข้อมูล เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบภาพช่วยให้ผู้บริหารและทีมเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential Data Visualization ด้วยPython-การเรียนรู้แบบคล่องตัว (Learning Agility) เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ต้องอัปเดตทักษะและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเทคนิคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภูมิทัศน์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Specialist) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ในการออกแบบ พัฒนา และปรับใช้ระบบAI ให้เข้ากับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้อนข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อให้AI มีความเข้าใจสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ บริษัทMcKinsey บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก วิเคราะห์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2030 กว่า70% ของบริษัททั่วโลกจะใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านAI มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจทักษะที่เกี่ยวข้อง-การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ด้วยสโคปงานของผู้เชี่ยวชาญด้านAI ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การมีความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ออกเป็นข้อย่อย จะช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น-การสื่อสาร (Communication Skill) เนื่องจากAI ต้องใช้ข้อมูลในการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญAI จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับทีมอื่น ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การเรียนรู้และการพัฒนาAI มีความซับซ้อน ทักษะการใส่ใจในรายละเอียดจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นอาชีพที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกแบบ และวางแผนการพัฒนา บำรุงรักษา และปรับปรุงซอฟต์แวร์หรือDigital Product ต่าง ๆ ในที่นี้สามารถเป็นได้ทั้งโปรแกรม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันแนวโน้มความต้องการ การปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ขององค์กรต่าง ๆ และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การทำงานแบบรีโมททางไกลมีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อเปิดรับตลาดแรงงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตธุรกิจด้านซอฟแวร์และอาชีพนักพัฒนาซอฟแวร์จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 22% จากข้อมูลสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-การสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเป็นลำดับขั้นตอนจะทำให้สามารถทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ในการพัฒนาระบบได้อย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายได้เร็วขึ้น-ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ทักษะการคิดเชิงคำนวณเป็นกระบวนการคิดพื้นฐานสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม ที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้หลักการของวิทยาการคอมพิวเตอร์ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential ทักษะการคิดเชิงคำนวณ-แนวคิดของผลิตภัณฑ์ (Product Mindset)Product Mindset เป็นแนวคิดการพัฒนาโซลูชันหรือซอฟต์แวร์ให้มีคุณค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งาน มากกว่าการทำให้เสร็จตามกำหนด (Requirement-Based Development) แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่โดดเด่น เพราะมีทักษะในการทำความเข้าใจผู้ใช้งาน และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การสร้าง Product Mindsetที่มา: https://www.4lifelonglearning.org
อ่านเพิ่มเติม
วัยทำงานรุ่นก่อนมักมีค่านิยมการทำงานอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลายปี แม้จะรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่เห็นโอกาสเติบโต เพราะความมั่นคงทางอาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ อีกทั้งการเปลี่ยนงานบ่อยถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่มั่นคงและไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างGen Zที่เห็นว่าการเปลี่ยนงานบ่อย หรือที่เรียกว่า "Job Hopping" เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ในระยะเวลาสั้นกว่าการทำงานกับบริษัทเดียวเป็นเวลานานแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนงานสามารถนำไปสู่เงินเดือนที่สูงขึ้นและโอกาสเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปหรือถี่เกินไป อาจส่งผลเสียต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาวดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในสองสามปี ลองมาสำรวจกันก่อนว่าเทรนด์ทำงานนี้มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรJob Hoppingเป็นสัญญาณอันตรายต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ?!แนวโน้มการเปลี่ยนงานบ่อยได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มศักยภาพรายได้ของตนเอง จากผลการศึกษาของEduBirdieพบว่า38%ของGen Zในสหรัฐ ตั้งเป้าหมายที่จะมีเงินเดือนหกหลัก (100,000ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ3,300,000บาทต่อปี) ภายในอายุ30ปีอีกทั้ง 1ใน6ของกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่า200,000ดอลลาร์ต่อปี (6,700,000บาทต่อปี) เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของชาวอเมริกันในช่วงอายุ25-34ปี อยู่ที่เพียง57,356ดอลลาร์ต่อปี (1,900,000บาทต่อปี) เท่านั้นแม้ว่าJob Hoppingจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันแต่ก็ยังมีหลายฝ่ายที่มองว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างจากการสำรวจพบว่า37%ของฝ่ายสรรหาพนักงานมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นข้อเสียมาร์ตารีโฮวา (Marta Říhová)ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจากKickresumeอธิบายว่าเทรนด์ทำงานในรูปแบบ "เปลี่ยนงานบ่อย"เป็นวิธีที่พนักงานรุ่นใหม่ใช้เพื่อไต่เต้าในอาชีพได้เร็วขึ้นซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเนื่องจากการเติบโตของสายงานนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงสำหรับวัยทำงานหลายๆคนนี่เป็นวิธีที่จะเร่งความก้าวหน้าในอาชีพการงานของพวกเขาได้โดยการศึกษาหนึ่งของLinkedInที่ทำกับชาวอเมริกัน1,250คนเมื่อไม่นานนี้เผยให้เห็นว่า58%ของผู้คนเปลี่ยนนายจ้างในช่วงห้าปีที่ผ่านมาในขณะที่เพียง17%เท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในงานปัจจุบันอย่างไรก็ตามรีโฮวาก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจถูกมองว่าไม่มีความมั่นคงและไม่มีประสบการณ์ในงานใดงานหนึ่งมากพอนายจ้างบางบริษัทอาจกังวลว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนให้กับองค์กรหรืออาจขาดความรับผิดชอบในระยะยาวแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบริษัทเช่นกันบางองค์กรมองว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลายรีโฮวาแนะนำว่าหากคุณเป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยควรเตรียมคำตอบสำหรับการสัมภาษณ์งานให้ดีโดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่าเหตุใดคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อยและแต่ละการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้คุณเติบโตอย่างไร4ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในไม่กี่ปีเอเวอรี่ มอร์แกน (Avery Morgan)หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ EduBirdieเตือนว่า การรีบไล่ล่าเงินเดือนหกหลักเร็วเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต เธออธิบายว่ามีข้อเสียที่ซ่อนอยู่4ประการเมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งเป้าหมายไปที่รายได้สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ1.ภาวะรวยเร็วเกินไป (Sudden Wealth Syndrome)มอร์แกนแนะนำว่า การประสบความสำเร็จอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยให้คุณมีเวลาปรับตัว พัฒนาทักษะ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้มากขึ้น หากคุณก้าวหน้าเร็วเกินไปโดยที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง อาจทำให้คุณขาดความอดทน และไม่สามารถรับมือกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ ในชีวิตการงานได้2.เสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟเร็ว (Burnout Fast-Track)การไล่ล่ารายได้ที่สูงขึ้นด้วยการเปลี่ยนงานบ่อยอาจนำไปสู่ชั่วโมงทำงานที่หนักขึ้น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรม มอร์แกนกล่าวว่า "เงินที่ได้มาเร็ว ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆ" คุณอาจต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อน พลังงาน และสุขภาพจิตของคุณเอง เธอแนะนำว่า ช่วงอายุ 20-30ปี ควรเป็นเวลาสำหรับการเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ไม่ใช่แค่การมุ่งหาเงินเดือนที่สูงที่สุด3.ติดกับดักความมั่นใจเกินตัว-ไม่เชี่ยวชาญจริง(Fake Expertise Trap)มอร์แกนเตือนว่าการประสบความสำเร็จเร็วเกินไป อาจทำให้บางคนขาดความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น คนที่ได้เงินเดือนสูงตั้งแต่อายุยังน้อยมักคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว (เป็นน้ำเต็มแก้ว) และไม่เปิดรับคำแนะนำใหม่ๆ เธอแนะนำว่า "ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้องนี้ ให้ลองเปลี่ยนไปห้องอื่นดูและไปอยู่ในที่ที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้"4.เกิดวิกฤติการหาความหมายในชีวิต (The Purpose Crisis)มอร์แกนบอกอีกว่า ในช่วงอายุ20-30ปี คุณอาจคิดว่าการได้เงินเดือนสูงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่พอถึงอายุแตะเลข30ขึ้นไป คุณอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?"เธอยกตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็วและหาเงินได้มหาศาล แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวเธอแนะนำว่า หากคุณกำลังมองหางานใหม่ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าเงินเดือนไม่สูงเท่านี้ ฉันยังอยากทำงานนี้อยู่ไหม?"หากได้คำตอบคือ "ไม่" นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่คุณต้องทบทวนเส้นทางอาชีพของคุณใหม่แล้วท้ายที่สุดรีโฮวาสรุปว่า Job Hoppingไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณสามารถอธิบายได้ว่าการเปลี่ยนงานช่วยให้คุณเติบโตและพัฒนาทักษะอย่างไร เธอแนะนำให้ใช้ จดหมายสมัครงาน (Cover Letter)เพื่ออธิบายประสบการณ์ของคุณ และทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีศักยภาพในการเติบโตหากคุณเป็นผู้ลูกจ้างที่กำลังหางานใหม่อย่าลืมเตรียมคำตอบให้ดีเมื่อถูกถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงานในขณะที่หากคุณเป็นนายจ้าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินพนักงานจากประวัติการเปลี่ยนงานบ่อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความสามารถและศักยภาพของพวกเขาด้วยที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1170314
อ่านเพิ่มเติม
แม้ผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ จะมองโลกในแง่ดีว่าAIจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และการทำงานในอนาคต แต่หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า แล้วพนักงานในบางสายอาชีพจะอยู่ตรงไหนในวันที่เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนได้เกือบหมด?รายงานล่าสุดจากPew Research Center เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านAI กว่า1,000 คน เทียบกับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอีกกว่า5,000 คน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีมุมมองต่อAI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคฯ และAI กว่า56% เชื่อว่าAI จะส่งผลดีต่อตลาดแรงงานในสหรัฐภายใน20 ปีข้างหน้า ขณะที่ประชาชนทั่วไปเห็นด้วยเพียง17% เท่านั้น และแม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่เชื่อว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็เตือนว่า “บางอาชีพ” มีความเสี่ยงสูงที่จะหายไปหรือถูกแทนที่ด้วยAI อย่างสมบูรณ์5 อาชีพเสี่ยงหายไปมากที่สุดในอีก 20 ปีเหตุโดนAI ดิสรัปต์แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่กังวลว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็แสดงความเห็นด้วยว่าบางอาชีพมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ โดยอาชีพ5 อันดับแรกที่เสี่ยงจะหายไปในอนาคต ได้แก่- แคชเชียร์ (พนักงานเก็บเงิน) : ผู้เชี่ยวชาญ73% เชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง-คนขับรถบรรทุก : ผู้เชี่ยวชาญ62%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-นักข่าว : ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-พนักงานโรงงาน :ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-วิศวกรซอฟต์แวร์ : ผู้เชี่ยวชาญ50%เชื่อว่ามีความเสี่ยงน่าสนใจว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญว่ามีหลายอาชีพที่เสี่ยงสูง แต่กรณี “คนขับรถบรรทุก” กลับมีประชาชนเพียง33% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า "เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ" มีแนวโน้มพัฒนาเร็ว และอาจแทนที่แรงงานคนขับรถได้ในไม่ช้าความกังวลเรื่องงาน และความเป็นมนุษย์ที่อาจหายไปเจฟฟ์ ก็อตต์ฟรีด (Jeff Gottfried) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของPew ให้สัมภาษณ์กับ CNBC Make It ว่า ความกลัวAI จะมาแย่งงาน และลดทอนการเชื่อมโยงของมนุษย์เป็นเรื่องที่คนอเมริกันกังวลมาอย่างยาวนานแม้ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญจะมีมุมมองต่างกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งสองกลุ่มก็เห็นตรงกันในบางประเด็น เช่น เชื่อว่าAI อาจช่วยเหลือได้มากในด้านการแพทย์, ยังไม่เชื่อว่า AI จะช่วยให้ข่าวหรือการเลือกตั้งแม่นยำขึ้น, อยากมีอำนาจควบคุมการใช้AI ในชีวิตของตนเองมากกว่านี้แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างก็ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเชื่อว่าเอกชนจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมีความรับผิดชอบ“เราคิดว่าการฟังทั้งสองฝั่งมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องของใครถูกหรือผิด แต่คือ การเข้าใจประสบการณ์ และมุมมองของแต่ละกลุ่มที่จำเป็นต่อบทสนทนาเรื่องอนาคตของAI”ก็อตต์ฟรีด อธิบายในมุมมองของเขาพนักงานหญิงสายงานเทคฯ ยังมองAI ด้วยความหวาดระแวงแม้แต่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ เอง ก็มีความเห็นที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในมหาวิทยาลัยมักจะสงสัยเกี่ยวกับAI มากกว่าคนที่ทำงานในภาคเอกชนว่า บริษัทพัฒนาAI มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงหรือไม่นอกจากนี้ยังพบความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย และเพศหญิงอย่างชัดเจนโดยพนักงานชายที่ทำงานด้าน AI มากถึง63% มองว่าAI จะส่งผลดีต่อสหรัฐขณะที่พนักงานหญิงเห็นด้วยกับประเด็นนี้เพียง 36% เท่านั้น ตามรายงานยังบอกอีกว่า พนักงานชายยังรู้สึก “ตื่นเต้น” เกี่ยวกับAI มากกว่าผู้หญิง (53% vs. 30%) และมองว่าAI จะส่งผลดีต่อชีวิตตนเองมากกว่าด้วย (81% vs. 64%)อีกทั้งมีผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานว่า งานที่มักมีผู้หญิงทำ เช่น งานธุรการ และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ง่าย และเมื่อผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยในอุตสาหกรรมAI ก็ยิ่งส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในระยะยาวเคย์ เฟิร์ธ-บัตเตอร์ฟิลด์ (Kay Firth-Butterfield) หัวหน้าฝ่ายAI ของWorld Economic Forum เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “คนที่พัฒนาAI ควรสะท้อนความหลากหลายของประชากรทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม” และนั่นอาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่า ทำไมเราต้องฟังเสียงของทุกคนในวันที่AI กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาลที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1175443?anm
อ่านเพิ่มเติม
ช่วงนี้หลายคนอาจรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ทั้งสภาพเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานที่รุนแรงขึ้นหลังการมาของAI และAutomation งานหลายประเภทที่ ‘เคยมั่นคง’ เริ่มถูกแทนที่ ทำให้ ‘ความไม่แน่นอน’ หรือคำว่า “วิกฤต” กลายเป็นเรื่องNew Normal สำหรับคนทำงานทุกคนที่ถูกฝังอยู่ในหัว และชวนให้สิ้นหวังทุกครั้งที่ได้ยินใกล้สิ้นปี2025 แล้ว เราจึงพาทุกคนมาส่องลิสต์ “เทรนด์การทำงานปี 2026” จากForbes ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กรทั่วโลกที่ต้องปรับตามหลังจากนี้ เพื่อให้คุณเตรียมตัวก่อนใคร และเปลี่ยนความกังวลให้เป็นโอกาสใหม่ในอาชีพของตัวเองให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง7เทรนด์การทำงานที่มาแน่ในปี 20261. AI Workflows:งานไหลลื่นด้วยAutomationเต็มรูปแบบหลังจากนี้AIจะไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมการทำงานอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือAI-Nativeกับระบบที่ต้องคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า อย่างSupply Chainหรือโรงงานที่ปรับแผนการผลิตอัตโนมัติตามคำสั่งลูกค้าและวัตถุดิบที่มีอยู่ ความสามารถหลักของคนทำงานคือ ทักษะการคิดแก้ปัญหาแบบAIเพื่อออกแบบงานให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และต้นทุนต่ำลง2.ออฟฟิศกลายเป็นEcosystemที่เชื่อมทุกการทำงานการทำงานในรูปแบบHybridหรือRemoteกลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรจึงต้องพัฒนา “ระบบนิเวศการทำงาน” ที่เชื่อมทุกพื้นที่ เช่น ออฟฟิศ บ้าน และCo-workingรวมถึงเครื่องมือ และเครือข่ายการสื่อสาร ให้สามารถทำงานได้ลื่นไหลไร้รอยต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทุกที่บนโลก และเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน3.บางงานหายไป บางงานกำลังโต และงานใหม่ก็เกิดขึ้นงานที่เป็นกระบวนการซ้ำ ๆ โดยเฉพาะงานธุรการ งานในระดับMiddle Managerถูกลดความสำคัญลง แต่บางสายงานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานก่อสร้าง การศึกษา เทคโนโลยี และงานด้านมนุษย์ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเช่นกัน การวางแผนเส้นทางอาชีพใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดจึงจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน4. Human Skillsคือทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อAIทำงานซ้ำซากได้หมด ทักษะความเป็นมนุษย์ที่AIยังเข้าไม่ถึงจะยิ่งมีคุณค่า เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็น “ทองคำ” ในตลาดแรงงาน การเน้นSoft Skillsและความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแยกออกจาก AIได้5. HRและผู้นำจะประเมินพนักงานด้วยข้อมูลจริงยุคของการประเมินปีละครั้งแบบใช้เพียงสัญชาตญาณจะเริ่มหายไป องค์กรจะใช้DataและAIมาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกับทีม แม้ต้องระวังเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใส แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จะช่วยให้HRตัดสินใจได้แม่นยำ เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้6. Employee Experienceกลายเป็นหัวใจในการดึงดูดคนเก่งองค์กรจะใช้หลักCustomer Experienceมาปรับใช้กับการดูแลพนักงาน หรือEmployee Experienceตั้งแต่สรรหาOnboardingไปจนถึงงานประจำวัน จุดประสงค์คือกำจัดPain Pointsและทำให้คนเก่งอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้สวัสดิการดีอย่างเดียว7.การเกษียณกลายเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบนุ่มนวล”เมื่อผู้สูงวัยมีสุขภาพดีขึ้น โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเลือกทำงานแบบContract / Freelance มากขึ้น ทำให้การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงานทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดชั่วโมงงาน ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สูงวัยมีรายได้ต่อเนื่อง และองค์กรได้ใช้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากพนักงานอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบทสรุปส่งท้าย “พร้อมเปิดรับทักษะใหม่ ๆ ยังไงก็รอด”แม้เทรนด์ปี2026 หรืออีก5 ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าองค์กรจะยังให้คุณค่าทักษะหรือตำแหน่งงานปัจจุบันของเราไหม แต่คนที่ “รู้ทัน” และ “ปรับตัวก่อน” จะได้เปรียบเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานที่อยากใช้AI เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นผู้นำที่ต้องการเตรียมองค์กรรับยุคDisruption ขอแค่เตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสความสำเร็จไว้ในมือแหล่งที่มา: https://www.truedigitalacademy.com/blog/future-of-work-in-2026
อ่านเพิ่มเติม
1. สื่อสารได้ดี คนยุคใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร แต่อาจไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบตรง ๆ เท่าใดนัก ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในการสื่อสารไปอย่างไม่น่าเชื่อ และการทำงานในองค์กรย่อมหนีไม่พ้นการติดต่อสื่อสารกับผู้คนหลากหลายบทบาทหน้าที่และตำแหน่งการงาน คนที่จะประสบความสำเร็จในองค์กรก็คือคนที่สื่อสารได้ดี มีทักษะในการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี2. มีทัศนคติเชิงบวก คนที่มีทัศนคติเชิงบวกย่อมเป็นที่ต้อนรับของคนทุกกลุ่ม องค์กรเองก็ต้องการคนที่มองโลกแง่ดี มองเห็นโอกาสในปัญหาอยู่เสมอ และเข้าใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้วเวลาปฏิบัติงาน คนกลุ่มนี้มักจะทำได้ดีกว่าคนที่มีทัศนคติด้านลบ เนื่องจากมีใจเปิดกว้าง ไม่ตั้งแง่ก่อนลงมือทำ ไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร และยินดีช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานด้วยความเต็มใจ สามารถประสานงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี3. พร้อมทุกสถานการณ์ เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ องค์กรส่วนใหญ่ต้องการพนักงานที่มีความพร้อมอยู่เสมอ และมีใจเปิดรับกับทุกโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน ทั้งภารกิจใหม่ ๆ ที่ได้รับมอบหมาย วิธีการทำงานใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในองค์กร โดยไม่กังวัลต่อภาระหน้าที่รับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ความท้าทาย อุปสรรคปัญหา และความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ปิดกั้นตัวเองแบบนี้ ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนที่อยู่แต่ใน Comfort zone อย่างแน่นอน4. ทำงานเป็นทีมได้ ปรับตัวได้ดี งานในองค์กรไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยพนักงานเพียงคนเดียวฉันใด ทีมเวิร์กที่ดีก็เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรพึงปรารถนาฉันนั้น ทีมที่ประสบความสำเร็จต้องการคนที่มีความสามารถ รู้จักบทบาทหน้าที่ และมีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะผลักดันให้งานเดินหน้าและบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ พนักงานยังต้องปรับตัวได้ดีกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบันที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ทุกขณะ พนักงานที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ และพร้อมรับกับทุกการเปลี่ยนแปลง5. มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะในการทำงาน เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนต้องมีเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน เชื่อว่าพนักงานหลาย ๆ คนมีความรู้เพียงพอ และมีทักษะที่ดีในการทำงานกันอยู่แล้ว แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำงานก็คือความรับผิดชอบ และองค์กรส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการพนักงานที่มีความรับผิดชอบสูง มอบหมายงานอะไรให้ก็ทำงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อมีอุปสรรคปัญหาในการทำงาน พนักงานที่มีความรับผิดชอบสูงก็จะไม่ล้มเลิก และยังคงพยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ จนงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ6. มีใจรักในงาน และมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ ย่อมพึงพอใจกับการได้ร่วมงานกับคนที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงาน เพราะพนักงานที่มีใจรักในงานที่ทำ และมีเป้าหมายที่จะทำงานให้สำเร็จอยู่เสมอ ย่อมไม่ทำงานแบบขอไปที ทำงานไปวัน ๆ โดยขาด passion จนนำไปสู่การลาออกจากงานในที่สุด นอกจากนี้ คนทำงานที่มี passion มักจะเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวก และความกระตือรือร้นอยู่เสมอ สร้างบรรยากาศการทำงานและภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีพลังและมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต7. สร้างจุดขาย มีความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขันขององค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เพียงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป สิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีก็คือ "จุดขาย" ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ จึงจะได้เปรียบในเชิงธุรกิจ มีชัยเหนือคู่แข่ง พนักงานยุคใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติให้สอดรับกับกลยุทธ์ขององค์กร ด้วยการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ และคิดต่อยอดจากสิ่งที่องค์กรมีได้8. มีวินัย ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด เจ้านายทุกคนชอบลูกน้องที่มีวินัยในการทำงานสูง ตรงต่อเวลา และรักษาคำพูด พูดอะไรไว้หรือสัญญาอะไรก็ต้องทำได้ตามที่พูด คำไหนคำนั้น พนักงานที่ดีต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง รับปากว่าจะทำอะไร จะส่งมอบงานแบบไหน เมื่อไหร่ ก็ต้องสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่ตกลงกันไว้อยู่เสมอ9. สุดยอดนักแก้ไขปัญหา อีกหนึ่งคุณสมบัติที่องค์กรต้องการในตัวพนักงาน คือ การกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ และคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังต้องสามารถคิดหาทางเลือกและทางออกได้มากกว่า 1 ทาง พร้อมตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้องค์กรได้อีกด้วย10.สุดยอดนักวางแผน งานทุกงานที่จะประสบความสำเร็จได้ดี ต้องมาจากการวางแผนอย่างรอบคอบและมีกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ องค์กรจึงต้องการคนที่สามารถกำหนดเป้าหมายในการทำงาน และสามารถวางแผนงานจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ทั้งกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มา : www.jobsdb.com
อ่านเพิ่มเติม
เงินเดือน คืออะไร เงินเดือน คือ ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจ่ายเป็นประจำทุกเดือน เพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ จูงใจให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการใช้ความรู้ความสามารถทำงานให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่เงินเดือน กับ ค่าตอบแทน ต่างกันอย่างไร อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่า เงินเดือน คือค่าจ้างที่ผู้ปฏิบัติการได้รับเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งเงินเดือนนี้คือส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน ที่เราพึงจะได้รับจากบริษัทนั่นเอง เพราะค่าตอบแทนคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อจูงใจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความเท่าเทียมกันในองค์กร และสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ คือค่าตอบแทนคงที่ ประกอบด้วย เงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ ค่าครองชีพ โบนัสคงที่ เบี้ยประจำ (เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น) และค่าตอบแทนอื่น ๆ ในรูปแบบของตัวเงินที่จ่ายให้พนักงานในอัตราที่คงที่ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของเราตามคุณค่าของงานค่าตอบแทนผันแปร ประกอบด้วย ค่าเบี้ยเลี้ยง เงินรางวัล ค่าคอมมิชชั่น โบนัสตามผลงาน และค่าตอบแทนอื่น ๆ เพื่อตอบแทนที่พนักงานทำงานที่มอบหมายจนสำเร็จลุล่วง มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นผลงานและประสิทธิภาพในการผลักดันผลสัมฤทธิ์ของงานสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ มีทั้งที่อยู่ในรูปแบบของตัวเงิน และสิทธิประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล วันลา ที่จอดรถ การท่องเที่ยวประจำปี การอบรมเพิ่มทักษะฝีมือ เป็นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้สึกรักในองค์กรของพนักงาน ทั้งนี้ สัดส่วนค่าตอบแทนทั้งหมดที่เราได้รับ จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละองค์กร แต่ละตำแหน่ง เช่น ในตำแหน่งที่ต้องการคนมีศักยภาพสูงเข้าทำงาน จะมีฐานเงินเดือนสูงกว่าสวัสดิการและโบนัส เพื่อสร้างความรู้มั่นคงทางรายได้ให้กับพนักงาน ส่วนตำแหน่งงานที่ให้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สูงกว่าเงินเดือน จะเน้นสร้างความรัก ความผูกพัน และความภักดีของพนักงานที่มีต่อองค์กร เหล่านี้เป็นต้นเงินเดือนหรือค่าตอบแทน มีความสำคัญอย่างไรต่อคนทำงาน นอกจากเงินเดือนจะเป็นสิ่งที่บริษัทมอบให้กับพนักงานเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ แล้ว เงินเดือนหรือค่าตอบแทน ยังมีความสำคัญด้านอื่น ๆ ต่อคนทำงานด้วย ดังนี้1.เป็นแรงจูงใจในการทำงาน เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงินเดือน และค่าตอบแทน สร้างแรงจูงใจในการทำงานที่แตกต่างกัน โดยเงินเดือนเป็นเงินที่เราจะได้รับเป็นประจำทุกเดือน ช่วยสร้างความมั่นคงที่เรามีต่อบริษัท และแสดงให้เห็นว่าบริษัทเล็งเห็นในศักยภาพการทำงานของเราจึงจ่ายผลตอบแทนให้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ส่วนค่าตอบแทน เช่น ค่า Incentive ค่า Commission ช่วยจูงใจให้เราอยากพัฒนาตัวเองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำผลงานได้ดี ยิ่งได้ค่าตอบแทนสูง เป็นต้น2.ทำให้คนรู้สึกจงรักภักดีต่อองค์กร การที่บริษัทจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล มีความยุติธรรม ครอบคลุม และเพียงพอ จะทำให้พนักงานรู้สึกพึงพอใจ รู้สึกว่าบริษัทมีความเข้าใจ ใส่ใจ และห่วงใยพนักงานทุกคน ส่งผลให้พนักงานรู้สึกจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่มีความรู้สึกอยากลาออก และอยากทำงานร่วมกับบริษัทนี้ไปนาน ๆ3.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพนักงานแต่ละคนได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและเพียงพอต่อความต้องการในการดำเนินชีวิต มีสวัสดิการรองรับ สามารถซัพพอร์ตความต้องการของตนเองและครอบครัวได้ ย่อมส่งผลให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงานเป็นไปในทิศทางที่ดี การทำงานที่ได้รับมอบหมายก็จะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย4.แสดงถึงความมั่นคงและเสถียรภาพของบริษัท การที่บริษัทสามารถซัพพอร์ตเงินเดือนให้พนักงานได้ทุกเดือน และมีค่าตอบแทนให้พนักงานเพิ่มเติม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีผลประกอบการของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ดี มีการวางแผนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พนักงานมีความเชื่อถือในบริษัทที่ทำอยู่ว่ามีเสถียรภาพที่ดี ค่อนข้างมั่นคง และสามารถทำงานที่นี่ได้ในระยะยาวแล้วถ้างานเพิ่มขึ้น จะขอขึ้นเงินเดือนอย่างไร ในกรณีที่เราประเมินภาระงานของเรากับเงินเดือนแล้ว เห็นว่าไม่สอดคล้องกันจนทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงานเพิ่มขึ้นแต่เงินเดือนเท่าเดิม หรือมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่มีภาระงานมากขึ้นแต่ไม่มีการขึ้นเงินเดือน การเดินไปปรึกษาหัวหน้างานก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินเข้าไปปรึกษาเลยโดยไม่เตรียมตัวหรือไม่มีหลักการใดรองรับ เพราะนั่นอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเราเองได้ หากตัดสินใจแล้วว่าอยากลองสักตั้ง อยากลองคุยกับหัวหน้างานเรื่องการขึ้นเงินเดือนดูสักครั้ง เรามีวิธีปฏิบัติมาแนะนำให้นำไปปรับใช้ ดังนี้1.ประเมินศักยภาพตนเองเบื้องต้น ก่อนจะเดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องปริมาณงานและเงินเดือน เราต้องประเมินตัวเองเบื้องต้นก่อนว่าเมื่อเริ่มทำงานเรามาทำในตำแหน่งอะไร ขอบเขตงานมีอะไร ได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับตอนนี้ว่าเรายังทำตำแหน่งเดิมไหม มีประสบการณ์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจแค่ไหน ได้รับคำติชมอะไรจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานบ้าง และตอนนี้เราได้เงินเดือนเท่าไหร่ สมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อประเมินและวิเคราะห์เปรียบเทียบเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้จดบันทึกไว้กันลืมด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะนำไปใช้ในการคุยกับหัวหน้าในขั้นตอนต่อไป2.หาจังหวะคุยที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่การประเมินเงินเดือนของแต่ละบริษัท มักจะเริ่มช่วงปลายปี เพราะถือเป็นการประเมินผลงานของเราตลอดทั้งปีเพื่อพิจารณาว่าควรขึ้นเงินเดือนหรือไม่ หรือควรขึ้นเท่าไหร่ จังหวะนี้เองเราสามารถขอเจรจาปรึกษาหัวหน้าได้ อีกจังหวะหนึ่งที่สามารถคุยเรื่องการขึ้นเงินเดือนได้คือ หลังจากเราทำโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จลุล่วง หรือมีผลงานที่เป็นที่น่าพอใจของบริษัท ข้อแนะนำอีกหนึ่งอย่าง คือ ควรเลือกช่วงที่หัวหน้าอารมณ์ดี ไม่มีเรื่องตึงเครียด และผลประกอบการของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี รวมไปถึงควรเลือกสถานที่ผ่อนคลาย และบรรยากาศดี ก็จะช่วยให้การพูดคุยราบรื่นขึ้นยิ่งขึ้นได้3.ไม่ควรระบุเงินเดือนที่ต้องการ การระบุจำนวนเงินเดือนที่ต้องการในการเจรจา อาจทำให้เราได้ขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้จริง ๆ ก็เป็นได้ ในระหว่างการพูดคุย ควรแสดงให้หัวหน้าเห็นว่าบริษัทจะได้ประโยชน์อะไรจากการขึ้นเงินเดือนให้เรา เพื่อให้หัวหน้าหรือบริษัทเป็นฝ่ายประเมินเงินเดือนที่เราควรจะได้รับจะดีกว่า เพราะจำนวนเงินเดือนเป็นเรื่องที่สามารถยืดหยุ่นได้ และบางครั้งบริษัทอาจมอบสวัสดิการอื่น ๆ ที่เหมาะสมกว่าให้เราแทน เช่น ได้วันหยุดเพิ่ม ได้เข้าอบรมหรือเข้าคอร์สเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ได้ไปศึกษาดูงาน ฯลฯ4.สุภาพ นอบน้อม รู้จังหวะ ไม่รีบร้อน อย่าลืมว่าจุดประสงค์หลักของเราคือการเจรจาต่อรองกับหัวหน้าเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่ได้รับ ดังนั้น ควรเลือกใช้น้ำเสียงและจังหวะการพูดที่นอบน้อม เรียบร้อย เป็นเหตุเป็นผล มีความมั่นใจ และค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มการพูดคุยด้วยความทุ่มเทและผลงานดี ๆ ของเราที่ผ่านมา ภาระงานตอนนี้ของเรามีอะไรบ้าง เรามีความรักในงานที่ทำ ดีใจที่ได้ร่วมงานกับหัวหน้า และการทำงานจะดียิ่งกว่านี้ถ้ามีการปรับขึ้นเงินเดือนของเราให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมา เพราะเราเชื่อว่าเรามีศักยภาพเพียงพอ เป็นต้น แนะนำว่าระหว่างการพูดคุยให้พยายามสร้างบรรยากาศให้เป็นไปในแง่บวก เพื่อโน้มน้าวให้หัวหน้าคล้อยตามเหตุและผลที่เรานำเสนอไป ควรใช้คำว่า “และ” เพื่อเสริมเหตุผลของเราไปเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการพูดคำว่า “แต่” เพราะอาจทำให้การเจรจาที่กำลังไหลลื่นเกิดสะดุดขึ้นมาได้5.ไม่ควรกดดันรีบขอคำตอบ ไม่ว่าในการเจรจาใด ๆ การคาดคั้นขอทราบคำตอบแบบทันทีทันใดย่อมสร้างบรรยากาศกดดันให้กับคู่สนทนาทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ที่ขอเจรจาเลย เพราะอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร ในกรณีการขอขึ้นเงินเดือน เราควรสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกลาง เป็นการพูดคุยด้วยเหตุและผล โฟกัสแค่เฉพาะเรื่องงาน ไม่มีปัญหาเรื่องส่วนตัวเข้ามาปะปน เช่น ต้องการขึ้นเงินเดือนเพราะมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น เป็นต้น และเมื่อเข้าประเด็นเรื่องการขึ้นเงินเดือน ให้จบการสนทนาด้วยการให้หัวหน้าหรือฝ่าย HR เป็นฝ่ายพิจารณาปรับขึ้นตามความเหมาะสม6.เตรียมแผนสำรอง ข้อควรระวังในการขอขึ้นเงินเดือนคือ ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจริงอย่างที่ขอไป หรือจะได้พิจารณาขึ้นเงินเดือนในเร็ววัน เพราะแต่ละบริษัทมีขั้นตอนแตกต่างกัน ช้าบ้างเร็วบ้าง หรือบางทีบริษัทอาจมีเหตุผลที่จะไม่ขึ้นเงินเดือนให้เราตามที่ขอไปก็ได้ ข้อแนะนำคือ หลังจากคุยกับหัวหน้าแล้วควรหมั่นติดตามผล คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงอยู่ห่าง ๆ และไม่ควรเดินไปทวงถาม หากผ่านไปเป็นระยะเวลานานยังไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน หรือได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ ลองขอนัดเจรจากับหัวหน้าอีกครั้ง เสนอตัวเลขใหม่ที่น่าจะตกลงกันได้ หรือเสนอเป็นสวัสดิการอื่นที่จะเอื้อให้เราทำงานได้ดีขึ้นเพิ่มเติม จะเห็นได้ว่า เงินเดือนคือสิ่งตอบแทนที่เราได้รับจากการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หากงานเพิ่มขึ้นเราก็สามารถเจรจาเพื่อขอขึ้นเงินเดือนให้สอดคล้องกับปริมาณงานได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพียงแค่เราจำเป็นต้องเลือกโอกาสและช่วงเวลาในการพูดคุยให้เหมาะสม เมื่อทุกอย่างลงล็อก การขอขึ้นเงินเดือนก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
การสัมภาษณ์งานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้สมัครงานทุกคนต้องเผชิญ บทความนี้จะแนะนำคำถามยอดฮิตที่มักพบในการสัมภาษณ์งาน พร้อมแนวทางการตอบเพื่อสร้างความประทับใจ1. ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อยวัตถุประสงค์: เพื่อทำความรู้จักตัวตนและประสบการณ์ของผู้สมัครแนวทางการตอบ: แนะนำตัวเองโดยย่อ เน้นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน2. ทำไมคุณถึงสนใจงานนี้?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินแรงจูงใจของผู้สมัครแนวทางการตอบ: พูดถึงแรงบันดาลใจและความชื่นชมต่อองค์กรและตำแหน่งงาน พร้อมระบุว่าคุณสามารถเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับทีมได้3. คุณมีจุดแข็งอะไรบ้าง?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความสามารถที่โดดเด่นของผู้สมัครแนวทางการตอบ: ระบุจุดแข็งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง พร้อมอธิบายด้วยตัวอย่างที่ชัดเจน4. จุดอ่อนของคุณคืออะไร?วัตถุประสงค์: เพื่อดูว่าผู้สมัครรู้จักตัวเองดีแค่ไหนแนวทางการตอบ: เล่าจุดอ่อนที่ไม่กระทบงานมากนัก พร้อมบอกวิธีแก้ไขหรือพัฒนาตัวเอง5. ทำไมเราควรจ้างคุณ?วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้สมัครแสดงคุณค่าของตัวเองแนวทางการตอบ: อธิบายว่าทำไมคุณเหมาะสมกับงาน ทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ และความตั้งใจ6. คุณเคยเผชิญความล้มเหลวหรือไม่? คุณจัดการอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อดูวิธีการรับมือกับปัญหาแนวทางการตอบ: เล่าประสบการณ์ความล้มเหลว พร้อมบอกสิ่งที่คุณเรียนรู้และพัฒนาจากเหตุการณ์นั้น7. คุณมีเป้าหมายในอาชีพอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความมุ่งมั่นในสายงานแนวทางการตอบ: บอกเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาวที่สอดคล้องกับตำแหน่งและองค์กร8. คุณทำงานภายใต้ความกดดันได้หรือไม่?วัตถุประสงค์: เพื่อดูความสามารถในการจัดการอารมณ์แนวทางการตอบ: ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่คุณจัดการความกดดันได้ดี พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นบวก9. คุณมีคำถามอะไรสำหรับเรา?วัตถุประสงค์: เพื่อดูความสนใจและการเตรียมตัวของผู้สมัครแนวทางการตอบ: เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจ เช่น โอกาสในการพัฒนาทักษะหรือวัฒนธรรมองค์กร10. คุณเคยทำงานเป็นทีมอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นแนวทางการตอบ: ยกตัวอย่างโครงการที่คุณทำงานเป็นทีม พร้อมบอกบทบาทและผลลัพธ์ที่สำเร็จที่มา : www.jobth.com
อ่านเพิ่มเติม
บุคคลิกภาพกับการเลือกอาชีพและการศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเองการเลือกอาชีพและสาขาวิชาที่จะศึกษา ให้เหมาะสมกับตัวเองโดยเน้นเรื่องบุคลิกภาพ บุคคลแต่ละบุคคลย่อมมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน แต่ละคนจะมี ลักษณะที่ชี้เฉพาะตนไม่ว่ารูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ หรือนิสัยใจคอ มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “บุคลิกภาพ” คือ ลักษณะส่วนรวมของ บุคคล ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่ปรากฏทางร่างกาย นิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมรวมของบุคคลนั้น ซึ่งได้รวมอยู่ด้วยกันอย่างผสมกลมกลืนในตัว บุคคลนั้น รวมถึงสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ สิ่งที่เขาสนใจและไม่สนใจ เป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิตของเขา ความสามารถด้านต่าง ๆ ของเขาลักษณะของบุคลิกภาพเฉพาะของแต่ละคนนั้น หากบุคคลรู้จักและเข้าใจบุคลิกภาพจนสามารถมองตนได้ตามสภาพความเป็นจริงย่อม ช่วยให้บุคคล ตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิต การศึกษา และอาชีพได้อย่างสอดคล้องกับตัวเองมากที่สุดบุคลิกภาพสำคัญอย่างไรบุคลิกภาพนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง1. ทางกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตาดี ย่อมส่งผลให้ผู้สัมภาษณ์สนใจได้บ้าง และตนเองก็มีความภูมิใจมั่นใจยิ่งถ้ามีสุขภาพที่แข็งแรงว่องไวในการทำงาน ยิ่งน่าประทับใจ2. ทางสมอง สมองดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็จะทำให้เขามีความทรงจำดีเชาวน์ปัญญาดี แต่ต้องเป็นผลจากการศึกษาอบรมพื้นฐานด้วย3. ความสามารถ อาศัยประสบการณ์ และความถนัดจากการฝึกฝน4. ความประพฤติ เป็นผู้อยู่ในศีลธรรม สุภาพอ่อนโยน มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่เป็นปฏิปักษ์กับสังคม5. ชอบเข้าสังคมมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น การแสดงออกต่อเพื่อนฝูง ไม่เห็นแก่ตัว มีน้ำใจต่อผู้อื่นไม่อวดตัว6. อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่ฉุนเฉียว อดกลั้นโทสะได้7. กำลังใจ เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอย ไม่เสียขวัญง่ายบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพเพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพ โดยบุคคลจะเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตน บุคลิกภาพเฉพาะอย่างมีความสัมพันธ์กับอาชีพ เฉพาะอย่าง ทฤษฎีการเลือกอาชีพของ “จอห์นแอล ฮอลแลนด์”1. แนวคิดพื้นฐาน 4 ประการประการที่ 1 อาชีพเป็นเครื่องแสดงออกทางบุคลิกภาพ บุคคลจะเลือกอาชีพใดย่อมแสดงว่าบุคลิกภาพของ เขาจะปรากฏออกมาในทิศทางเดียวกันประการที่ 2 บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีความสัมพันธ์กับชนิดของสิ่งแวดล้อมในการทำงานของ บุคคลนั้น ดังนั้น บุคคลจึงมีแนวโน้มจะหันเข้าหางาน หรืออาชีพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของเขาประการที่ 3 บุคคลจะค้นหาสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เขาได้ฝึกทักษะ และใช้ความสามารถของเขา ทั้งยัง เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงเจตคติ ค่านิยม และบทบาทของเขาฃประการที่ 4 บุคลิกภาพของสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ดังนั้น เมื่อสามารถ ทราบบุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อมของบุคคลแล้ว ก็จะทำให้ทราบผลที่จะติดตามมาของบุคคลนั้นด้วย เช่น การเลือกอาชีพ ความสำเร็จในอาชีพ ตลอดจนทั้ง พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการศึกษาอาชีพและสังคมด้วย2. สาระของทฤษฎีสรุปทฤษฎีของเขาไว้ 4 ประการดังนี้ คือ2.1 ในสังคมของวัฒนธรรมตะวันตก สามารถแบ่งบุคคลออกตามลักษณะของบุคลิกภาพได้ 6 ประเภท คือ พวกชอบเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Realistic) พวกที่ชอบเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ใช้ความคิด การแก้ปัญหา (Intellectual) พวกชอบเข้าสังคม (Social) พวกชอบระเบียบแบบแผน (Conventional) พวกที่มีความทะเยอทะยาน ชอบมีอำนาจ (Enterprising) และพวกชอบศิลปะ (Artistic)2.2 บรรดาอาชีพต่าง ๆ นั้น สามารถแบ่งตามลักษณะและสภาพแวดล้อมได้ 6 ชนิด ซึ่งสอดคล้องกับบุคลิกภาพของคนทั้ง 6 ประเภท2.3 บุคคลย่อมแสวงหาสภาพแวดล้อมและอาชีพ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความสามารถและทักษะ เพื่อแสดงออกถึงค่านิยมและทัศนคติ ตลอดจนการ มีบทบาทที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง2.4 พฤติกรรมของบุคคลสามารถอธิบายได้จากปฏิกิริยาระหว่างแบบฉบับแห่งพฤติกรรมของ เขากับสภาพแวดล้อมของเขาท่านมีแนวถนัดด้านใดบ้างคนเรานั้นมีความถนัดในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลาย ๆ สิ่งด้วยกันทุกคน แต่มีระดับความสามารถมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนมีความถนัดใน การทำงานหลาย ๆ ด้าน แต่บางคนมีความถนัดในการทำงานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะความถนัดก็คือ ระดับความสามารถของบุคคล ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ โดยที่บุคคลนั้น ๆ ได้รับการฝึกอบรม หรือมีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มาคู่กัน และสามารถที่จะนำ ประสบการณ์หรือความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมนั้นไปใช้ให้ เป็นประโยชน์ สำหรับการสำรวจตัวท่านเองว่าเป็นคนอย่างไร มีบุคลิกภาพอย่างไร ตลอดจนพฤติกรรมและลักษณะที่เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย มีความเชี่ยวชาญ ชอบงาน ประเภทใด และมีความถนัดทางด้านใด จะช่วยให้เราสามารถมองภาพที่เป็นตัวเองได้ทั้งหมดจอห์น แอล ฮอลแลนด์ ได้จำแนกประเภทอาชีพตามบุคลิกภาพของบุคคลออกเป็น 6 กลุ่ม ซึ่งสามารถตัดสินใจก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพดังนี้ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบนี้ จะชอบกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลังชอบทำจักรกล ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสังคมกับบุคคลอื่น ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของผู้อื่น ค่อนข้างก้าวร้าว มีลักษณะเป็นชาย มีค่านิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง ในรูปแบบที่มีระเบียบแบบแผนยึดถือประเพณีนิยมลักษณะเด่นของบุคลิกภาพมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความอดทน มีความบากบั่น กล้าแสดงผลงาน ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพทางสังคมกลุ่มที่ 2 บุคลิกภาพแบบที่ต้องใช้เชาวน์ปัญญาและความคิดนักวิชาการ หรือผู้ใช้กิจกรรมทางปัญญาในการแก้ปัญหา และแสวงหาความรู้ (Investigative)ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกแบบนี้จะชอบคิด สังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ชอบแก้ปัญหา ชอบใฝ่หาความรู้ มีหลักการ ชอบทำงานที่สลับซับซ้อน มากกว่าเป็นผู้ลงมือทำ ไม่ติดประเพณีนิยมหลีกเลี่ยงการค้า การชักชวน การเข้าสังคมและการเลียนแบบลักษณะเด่นมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดเห็นรุนแรง มีความบากบั่นอุทิศเวลาให้กับงาน เก็บตัวไม่ใคร่สนใจการประเมินตนเองมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบเอาอย่างใครสูง มีความร่าเริงต่ำกลุ่มที่ 3 บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ (Artistic)ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ชอบกิจกรรมเกี่ยวกับนามธรรม เป็นอิสระ รักความงาม มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบใช้ชีวิตและกิจกรรมแบบตามลำพังไม่ค่อยควบคุมตัวเอง มักทำตามใจที่ตนปรารถนา มีความต้องการแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตัวของตัวเอง ชอบงานทางศิลปะ ไม่ชอบเลียนแบบ มีความคิดริเริ่ม หลีกเลี่ยงงานประเภทใช้ระเบียบแบบแผนลักษณะเด่นของบุคลิกภาพมีสุนทรีย์ มีศิลปะ ชอบคิดคำนึง ชอบครุ่นคิดคนเดียว เก็บตัวการประเมินตนเองมีความเป็นอิสระสูง มีความเข้าใจในตนเองสูง มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความสามารถในการแสดงความรู้สึกกลุ่มที่ 4 บุคลิกภาพที่ชอบสมาคม สังคมกับบุคคลอื่น มีความสนใจสังคม (Social)ลักษณะโดยทั่วไปผู้มีบุคลิกภาพแบบนี้ชอบติดต่อกับคน ชอบสนทนา ชอบให้ความรู้ สอนผู้อื่น ชอบแสดงตัวร่าเริง มีความรับผิดชอบ มีทักษะทางภาษา ต้องการความสนใจ ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น มีลักษณะเป็นผู้หญิง หลีกเลี่ยงการใช้ความคิดทางปัญญา มีแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงความรู้สึก หลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ หรือทางวิทยาศาสตร์ลักษณะเด่นของบุคลิกภาพชอบสมาคม ร่าเริง ชอบเที่ยว รักษาประเพณี มีความรับผิดชอบ มีอำนาจอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นๆ มีลักษณะท่าทาง นิสัยเป็นหญิงกลุ่มที่ 5 บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ มีธรรมชาติที่ชอบทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ (Enterprising)ลักษณะโดยทั่วไปจะมีลักษณะของความเป็นผู้นำ มีความคิดริเริ่ม มีความเชื่อมั่นในตัวเองกล้าโต้แย้ง กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะทดลอง มีความเป็นอิสระ มีความสนใจอำนาจ มีความก้าวร้าวทางวาจา มีทักษะในการเจรจา มักหลักเลี่ยงสภาพการณ์ที่ต้องใช้กำลังทางปัญญาอันยาวนาน ไม่ชอบกิจกรรมที่เป็นระเบียบแบบแผนลักษณะเด่นกล้าคิดกล้าทำ ชอบวางแผน ชอบสมาคม มีอำนาจเหนือผู้อื่น ร่าเริง สนุกสนาน ทำตามอารมณ์ ไม่ชอบใช้กำลังความคิดอันยาวนานการประเมินตนเองมีความเป็นผู้นำ ชอบการสมาคม มีความก้าวร้าว มีความเข้าใจตนเองกลุ่มที่ 6 บุคลิกภาพแบบที่ทำตามระเบียบแบบแผน (Conventional)ลักษณะโดยทั่วไปมักชอบใช้กิจกรรมเป็นรูปธรรมและกิจกรรมทางภาษายึดถือประเพณี ชอบทำตามระเบียบแบบแผนมากกว่าการริเริ่มด้วยตนเอง เป็นพวกวัตถุนิยมและ เจ้าระเบียบ ชอบการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบเลียนแบบ เป็นผู้ตามลักษณะเด่นอาศัยผู้อื่น รักษาระเบียบประเพณีการประเมินตนเองมีจิตใจที่ทำอะไรทำจริง เคร่งครัดในระเบียบแบบแผนที่มา : กระทรวงแรงงาน
อ่านเพิ่มเติม