เว็บไซต์ Amata Jobs Online จัดทำขึ้นโดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ อมตะ (AMATA) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี และ ระยอง มีโรงงานประกอบกิจการกว่า 1,100 แห่ง สามารถสร้างอาชีพให้กับคนในประเทศมากกว่า 250,000 อัตรา ถือว่าเป็นตลาดงานใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สร้างเรซูเม่สมัครงานฟรี ให้คุณยืนหนึ่งด้วยการนำเสนอตัวตนที่โดดเด่น เพิ่มโอกาสให้คุณได้งาน สร้างเรซูเม่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำเรซูเม่ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง หมดปัญหากับการสร้างเรซูเม่ที่สวย แต่ส่งไปสมัครงานแล้วแป๊กทุกที พร้อมถึงระบบช่วยกรอกเรซูเม่ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในทุกส่วนของข้อมูลเรซูเม่ และสามารถกรอก ข้อมูลได้ละเอียดที่สุด
สร้างเรซูเม่
อมตะซิตี้ ระยอง
การได้งานใหม่นับเป็นข่าวดี แต่อีกด่านสำคัญก็คือ ‘การเจรจาต่อรองเงินเดือน’ ความกลัวที่ว่าหากเรียกเงินเดือนสูงเกินไปอาจทำให้พลาดงาน หรือถ้ายอมรับข้อเสนอทันทีอาจทำให้เสียดายทีหลัง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอแต่อย่าปล่อยให้ความกลัวมาปิดกั้นโอกาสของเรา การเจรจาเงินเดือนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็น ‘สิทธิ’ ที่เราควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมเพราะฐานเงินเดือนปัจจุบัน คือบันไดขั้นแรกที่จะส่งผลต่ออนาคตการเงินของเราไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี, การคำนวณโบนัส หรือแม้แต่ตอนที่เราย้ายงานในอนาคต บริษัทใหม่ก็มักจะใช้ฐานเงินเดือนเดิมของเราเป็นจุดอ้างอิงและนี่คือ7 เทคนิคที่จะช่วยให้เจรจาต่อรองเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับคุณค่าและความสามารถของเรา1.อ่านสถานการณ์ให้ออก เริ่มเจรจาเมื่อได้เปรียบจังหวะที่ดีที่สุดในการเริ่มเจรจา คือ หลังจากที่เราได้รับข้อเสนองานอย่างเป็นทางการแล้วณ จุดนี้ คือจุดที่นายจ้างแสดงความสนใจอย่างชัดเจนว่า ‘อยากได้เรา’ มาร่วมทีม บริษัทได้ลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรในการสัมภาษณ์ไปแล้ว การต่อรองของเราจึงมีน้ำหนักมากขึ้นนอกจากนี้ สังเกตด้วยว่าเรากำลังคุยกับใคร คนนั้นมีอำนาจตัดสินใจหรือไม่? (เช่น หัวหน้าแผนกโดยตรง หรือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล) หากเป็นHR ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ให้พยายามพูดคุยกับคนที่มีอำนาจสูงกว่า การคุยกับคนที่ใช่จะช่วยให้การเจรจาจบเร็วและมีประสิทธิภาพ2.ทำการบ้าน ข้อมูลคืออาวุธสำคัญอย่าต่อรองด้วยความรู้สึก แต่จงต่อรองด้วย ‘ข้อมูล’ การมีข้อมูลสนับสนุนจะทำให้ข้อเรียกร้องของเราน่าเชื่อถือจงรวบรวมข้อมูลเงินเดือน ค้นหาว่าตำแหน่งงานของเรา ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีอัตราเงินเดือนในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ เว็บไซต์หางาน หรือแพลตฟอร์มอย่างLinkedIn, JobsDB สามารถช่วยได้ให้ประเมินตัวเองว่า ทักษะ, ความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ของเรา เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่? ประสบการณ์ 3 ปี กับ10 ปี ย่อมได้เรทไม่เท่ากันจากนั้น ควรกำหนด ‘ช่วงเงินเดือน’ ในใจไว้3 ตัวเลข คือ ตัวเลขขั้นต่ำที่รับได้ (ห้ามต่ำกว่านี้), ตัวเลขที่คาดหวัง และ ตัวเลขในฝัน (เผื่อต่อรอง)3.เตรียมกลยุทธ์ว่า ทำไมต้องจ้างราคานี้การต่อรองไม่ใช่การขอเงินเพิ่ม แต่คือการนำเสนอว่า ‘คุณค่า’ ที่เราจะมอบให้บริษัทนั้น คุ้มค่ากับตัวเลขที่ร้องขอ ควรเตรียมชุดข้อมูลที่เป็นจุดแข็งของเราและตอบโจทย์บริษัทความสำเร็จ: เราเคยทำโปรเจกต์อะไรสำเร็จบ้าง? ช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มยอดขายให้ที่เก่าได้เท่าไหร่? ประสบการณ์ หรือทักษะเฉพาะทางที่โดดเด่นใบรับรอง (Certificates): การมีใบรับรองเฉพาะทางช่วยเพิ่มแต้มต่อได้กรณีเปลี่ยนสายงาน: ถ้าสมัครงานไม่ตรงสาย ให้เน้นว่าเราจะ ‘ประยุกต์’ ความเชี่ยวชาญเดิมมาสร้างประโยชน์ให้งานใหม่ได้อย่างไร4.ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่มองผลตอบแทนทั้งหมดหากบริษัทไม่สามารถให้ตัวเลขเงินเดือนที่เราพอใจได้ 100% อย่าเพิ่งปิดดีล ลองพิจารณา ‘ผลประโยชน์และสวัสดิการอื่น’โบนัส (การันตีหรือไม่)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั่วโมงการทำงาน (เช่น ทำงานแบบ Hybrid,เวลาเข้าออกงานที่ยืดหยุ่น)วันลาพักร้อนสวัสดิการอื่นๆ (ค่ารักษาพยาบาล, ฟิตเนส, ค่าเดินทาง)งบประมาณในการอบรมพัฒนาตนเอง (Training Budget)บางครั้ง สวัสดิการเหล่านี้อาจมีมูลค่ามากกว่าตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย5.อย่าต่อรองยืดเยื้อ ปิดเกมให้ไวและมีหลักฐานการเจรจาที่ดีควรจบภายในไม่กี่ครั้ง (เช่น การคุยโทรศัพท์1 ครั้ง และอีเมลยืนยัน1-2 ฉบับ) การต่อรองที่ยืดเยื้อเกินไปอาจสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อกันก่อนที่จะเริ่มงานด้วยซ้ำ จงเตรียมพร้อมข้อมูลและข้อเสนอของเราให้ชัดเจนตั้งแต่แรกสิ่งสำคัญคือ เมื่อตกลงเรทค่าตอบแทนกันได้แล้ว ต้องเก็บหลักฐานข้อตกลงเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลยืนยัน หรือการระบุในสัญญาจ้างงาน ห้ามตกลงด้วยปากเปล่าเด็ดขาด6.เตรียมตัวสำหรับคำถาม (ที่อาจอึดอัด)ในระหว่างการเจรจา นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจซักถามเพื่อประเมินสถานการณ์ของเราเพื่อการตัดสินใจ เช่น“พร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่?” : ตอบตามจริง และเผื่อเวลาสำหรับการลาออกตามกฎหมาย (ปกติ30 วัน)“มีข้อเสนอจากบริษัทอื่นหรือไม่?” : หากมี ไม่จำเป็นต้องโกหก การที่บอกว่ามีที่อื่นสนใจเราอยู่ อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักต่อรองให้เราได้“เงินเดือนที่คาดหวังมาจากฐานคิดอะไร?” : นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ขายความสามารถของตัวเองคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ การโกหกเรื่องความสำเร็จหรือข้อเสนอจากที่อื่น (ทั้งที่ไม่มีจริง) อาจทำลายความน่าเชื่อถือของเราทันทีหากถูกจับได้7.จบการเจรจาด้วยความเป็นมืออาชีพไม่ว่าผลลัพธ์การเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการรักษาความเป็นมืออาชีพไว้จนถึงที่สุด วงการไอที, การตลาด, หรืองานสายอื่น ๆ นั้น ‘เล็กกว่าที่คิด’ อย่าเผาอนาคตตัวเองด้วยการแสดงอารมณ์ไม่พอใจหากสมหวัง: ขอบคุณอย่างจริงใจ และแสดงความกระตือรือร้นที่จะได้เริ่มงานหากถูกปฏิเสธ (หรือไม่สามารถตกลงกันได้): อย่าแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ให้ปฏิเสธอย่างสุภาพ และขอบคุณสำหรับเวลาและโอกาสที่มอบให้ เพราะโลกการทำงานนั้นกลม ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกว่าเปิดรับ และเขาก็อาจนึกถึงเราเป็นคนแรกการหางานใหม่เป็นเรื่องที่ท้าทาย และการเจรจาเงินเดือนก็เช่นกัน แต่อย่าท้อถอยที่จะเรียกร้องในสิ่งที่เราคู่ควร และที่สำคัญที่สุด อย่าประเมินคุณค่าและความสามารถของตัวเองต่ำเกินไป การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้เราได้งานที่ใช่ ในผลตอบแทนที่เราคู่ควรที่มา : https://thestandard.co/7-techniques-negotiate-salary-pay/
อ่านเพิ่มเติม
ความสุขคืออะไร เป็นคำถามที่ดูเหมือนจะตอบง่าย แต่ก็ตอบยาก เพราะขณะที่ใครหลายคนดูเหมือนจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่คนเหล่านั้นก็กลับค้นหาและพยายามไขว่คว้ามันใหม่อยู่เสมอ ท่ามกลางแนวคิดการค้นหาความสุขมากมาย จึงเกิดคำถามใหม่เกิดขึ้นมาว่า เราจะสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างไรเช่นเดียวกับความสุขในการทำงาน (Workplace Happiness)ที่จะเป็นตัวสร้างความผูกพันและแรงจูงใจในองค์กร โดยจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การสร้างความจงรักภักดีของพนักงาน และลดอัตราการลาออกให้น้อยลง หลายคนองค์กรจึงหันมาใส่ใจการสร้างความสุขในที่ทำงานมากขึ้น ต่อจากนี้คือแนวทางการสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืน เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้กันความสุขในการทำงานคืออะไรความสุขในการทำงาน คือการรับรู้ทางอารมณ์ของพนักงานในทางที่ดีต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับการยกย่อง การยอมรับ ความมั่นคง ความก้าวหน้า หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยในการทำงาน รวมไปถึงปัจจัยทางด้านบุคคล เช่น เพื่อนร่วมงานที่ดีหรือหัวหน้างานที่เมตตา ซึ่งทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ โดยความสุขในที่ทำงานประกอบไปด้วยความรื่นรมย์ในการทำงาน (Arousal)เป็นความรู้สึกสนุกขณะทำงานโดยไม่มีความรู้สึกวิตกกังวลใดๆความพึงพอใจในงาน (Pleasure) เป็นความรู้สึกพอใจขณะทำงาน โดยไม่มีความทุกข์ใจในการปฏิบัติตนความกระตือรือร้นในการทำงาน (Self-validation)เป็นความรู้สึกอยากทำงาน เต็มไปด้วยความตื่นตัวและมีชีวิตชีวาDid You Know?ถ้าไม่มีความสุขในการทำงานก็จะเกิดขึ้นอาการ Burnout Syndromeมีข้อมูลจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)ที่สำรวจผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานครช่วงปลายปี 2562จํานวน1,280คน พบว่า12%ของคนวัยทำงานอยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)และ57%กำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูง ซึ่งกลุ่มGen Zเป็นวัยที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง17%รองลงมาคือกลุ่มGen Yที่13%และกลุ่มBaby Boomerที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟ7%ผลสำรวจนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพจิตใจของพนักงานในองค์กรเป็นเรื่องจำเป็น หลายองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความสุขในการทำงานมากขึ้นความสำคัญของความสุขในการทำงานทุกวันนี้การวัดผลธุรกิจไม่ได้มองแค่การเติบโตทางตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความท้าทายในการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้นั้น ก็คือคนหรือพนักงานขององค์กรนั่นเอง ทว่าการดึงศักยภาพของคนออกมาให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย ทั้งนี้มีงานวิจัยสารพัดที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับประสิทธิภาพองค์กรอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นพนักงานที่มีความสุขจะอยู่กับองค์กรนานกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุข 4เท่าพนักงานที่มีความสุขจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น 12%พนักงานที่มีความสุขจะทุ่มเทในการทำงานมากขึ้นเป็น 2เท่าพนักงานที่มีความสุขจะมีพลังงานในการทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุข 65%ปัจจัยที่ทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงานมีหลายปัจจัยที่ทำให้พนักงานความสุขในที่ทำงาน โดยในที่นี้เราขอสรุปออกมาทั้ง5ปัจจัยครอบคลุมความสุขในการทำงาน ดังนี้1.มีรายได้ที่เพียงพอแน่นอน ค่าแรงที่สูงขึ้นส่งผลต่อความพึงพอใจของพนักงานที่สูงขึ้นตาม มีรายการของWorld Happiness Report (WHR)ที่บอกว่า คนทำงานที่มีรายได้สูงจะมีความสุขและพอใจในชีวิตหรือการทำงานมากกว่าคนที่มีรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม การแสวงหาความสุขในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องเท่ากับการแสวงหารายได้ที่มากขึ้น เพราะการเพิ่มเงินไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มความสุขเสมอไป ยกตัวอย่าง การเพิ่มเงินเดือน 100ดอลลาร์ (ประมาณ3200บาท) จะทำให้คนที่รายได้ต่ำมีความสุขมากกว่าคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว สอดคล้องกับอีกหนึ่งผลการวิจัยที่บอกว่า เงินไม่ได้สร้างความสุขสำหรับคนที่มีรายได้เกิน75,000ดอลลาร์ต่อปี (2ล้านบาทขึ้นไป) สรุปก็คือ การมีเงินมากไม่มีผลต่อความสุข แต่การมีความมั่นคงทางการเงินต่างหากที่ทำให้มีความสุขมากกว่า2.มีเจ้านายที่ดีมีหลายงานวิจัยที่บอกว่า หัวหน้าที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขในที่ทำงาน เหมือนที่เบนจามิน อาร์ทส์ (Benjamin Artz)ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินและคณะ ได้ศึกษาความสามารถของหัวหน้างานแล้วพบว่า การมีหัวหน้าที่มีความสามารถและมีความรอบรู้สูงมีอิทธิพลเชิงบวกเป็นอย่างมากต่อระดับความพึงพอใจของพนักงาน โดยเฉพาะหัวหน้างานสามารถกำหนดสภาวะการทำงานของพนักงานได้เหมือนกัน ฉะนั้นการมีหัวหน้าที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในแต่ละสาขาขององค์กร ก็จะเพิ่มความสุขและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึง12%3.มีเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมการทำงานคือการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่การฉายเดี่ยว ความสามัคคีจึงเป็นปัจจัยให้การทำงานประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น หากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานย่อมส่งผลเสียต่อกระบวนการแน่นอน ขณะเดียวกัน ถ้าหากมีความสัมพันธ์อันดี ทุกคนก็จะร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปด้วยกัน4.มีความอิสระหัวหน้าที่ให้ความอิสระจะทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น มากกว่ามีหัวหน้าที่ชอบควบคุมทุกอย่างทุกขั้นตอนจนกลายเป็นเผด็จการ โดยมีงานวิจัยที่บอกว่า การบริหารงานแบบย่อยเฝ้าดูทุกขั้นตอน (micromanagement) ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานต่ำลง อัตราการลาออกสูงขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ขณะที่ความอิสระ (แม้กระทั่งความอิสระในช่วงเวลาWork From Home)ก็จะช่วยลดความเครียด และเพิ่มความสบายใจในการทำงานมากขึ้น5.มีชีวิตและการทำงานที่สมดุล (Work Life Balance)ถึงแม้จะมีความอิสระ มีความหลากหลายของงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของความสุขพนักงานคือการได้หยุดงาน เพราะการทำงานมากเกินไป ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตแล้ว แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายด้วย ซึ่งไม่มีผลงานวิจัยใดๆ เลยที่บอกว่า ยิ่งทำงานนานเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดี ฉะนั้นการสร้างWork Life Balanceจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดต่อความสุขในที่ทำงานHRจะส่งเสริมการสร้างความสุขในการทำงานได้อย่างไรเพราะคนคือหัวใจขององค์กร การรักษาความสุขของพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร หัวหน้างาน รวมไปถึงทรัพยากรบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์ควรให้ความสำคัญ ซึ่งจะว่าไปแล้วการสร้างความสุขในการทำงานนับเป็นหนึ่งในหน้าที่ของHRด้วย โดยสามารถส่งเสริมได้ ดังนี้1.ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กรการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรจะช่วยให้พนักงานมีความผูกพันกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม หรือระหว่างแผนก สิ่งนี้จะช่วยให้ทุกคนในองค์กรรู้จักกัน และเข้าใจกระบวนการทำงานซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ระบบการทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยHRมีเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์มากมายให้เลือกใช้ เช่น การสร้างTeam Buildingผ่านCompany Outingsเป็นต้น2.ใช้ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นการทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นที่ถกเถียงในหลากหลายองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่หลายคนจำเป็นต้องWork From Homeทำให้กฎระเบียบข้อบังคับแบบเดิมๆ ไม่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์นี้HR จึงมีหน้าที่ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจทางเลือกในการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับแต่ละคน รวมถึงพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นองค์กรใดที่สามารถปรับเปลี่ยนข้อจำกัดเพื่อรองรับการทำงานให้สะดวกที่สุด องค์กรนั้นก็จะได้คนที่มีศักยภาพเข้าไปร่วมงานได้มากที่สุด3.ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพด้วยรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เส้นทางอาชีพ หรือCareer Pathก็ค่อยๆ เลือนลานลง พนักงานคนหนึ่งอาจไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียวในเลือกเดิน แถมยังมีงานหลากหลายให้รับผิดชอบ สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารและHRควรตระหนักก็คือการวางแผนพัฒนาอาชีพ (Career Development)ให้ก้าวหน้า องค์กรจึงต้องพร้อมให้ข้อเสนอแนะหรือช่วยออกแบบความก้าวหน้าทางอาชีพของพนักงานด้วย4.ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะใหม่การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในองค์กรอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ภายนอกด้วยเช่นกัน เนื่องจากทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดงานใหม่และทักษะใหม่ๆ ตามมา ซึ่งบางครั้งเป็นทักษะที่ไม่ได้มีสอนตามหลักสูตรปกติทั่วไป หากมีการส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ผลประโยชน์ก็จะกลับมาสู่องค์กร ขณะที่พนักงานก็จะรู้สึกดีที่ได้อัพเกรดความสามารถของตัวเองแบบฟรีๆ5.ชื่นชมและให้ฟีคแบคกับพนักงานคงไม่มีการกระทำใดๆ ที่สร้างความสุขได้ดีไปกว่าการเอ่ยปากชื่นชม สิ่งนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจพนักงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยสามารถทำผ่านการประเมินผลงานประจำปี ซึ่งจะช่วยให้พนักงานทราบถึงความคาดหวังขององค์กร ลำดับความสำคัญ ขอบเขตการทำงาน และคุณค่าของงานที่ทำอยู่ ทั้งนี้ข้อเสนอแนะหรือFeedbackมีได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ อย่าให้แต่คำชม และไม่กล้าให้คำติ เพราะข้อมูลทุกอย่างล้วนสามารถนำไปวิเคราะห์และแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นได้6.มอบผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดีนอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความสุขให้คนทำงานได้เหมือนกัน ซึ่งไม่เพียงการมอบสวัสดิการพื้นฐาน เช่น สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ แต่รวมไปถึงสวัสดิการด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายใจองค์กร ถ้าทุกอย่างตอบโจทย์คนทำงานก็จะเพิ่มความสุขในระยะยาวได้เลยสถิติความสุขในที่ทำงานของไทยปี 2021จากMilieu InsightMilieu Insightได้สำรวจความสุขในที่ทำงานของพนักงานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 6,800 คน ทั้งจากประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนามและไทย พบว่า คนไทยกว่า44% รู้สึกว่าปีนี้ไม่มีความสุขมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีความสุขสูงที่สุดในกลุ่มตัวอย่างอีกด้วยโดยความสุขในที่ทำงานของคนไทยเกิดจาก เงินเดือน48% ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน45% การจัดการงานปัจจุบัย36% และความหมายในการทำงาน33%ขณะที่การไม่มีความสุขในที่ทำงานของคนไทยเกิดจาก ปริมาณงานที่มากเกินไป23% การไม่มีโอกาสในการเติบโต21% เงินเดือน21% และสวัสดิการบริษัท20%ตัวอย่างโมเดลการสร้างความสุขในการทำงานBAMBA ModelBAMBA Modelเป็นแนวคิดของราช รักกุนาธาน (Raj Raghunathan)ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความสุข If You’re So Smart, Why Aren’t You Happy?ซึ่งถ้าหากผู้บริหารหรือ HRโฟกัสสิ่งเหล่านี้ ก็จะสร้างความสุขให้กับพนักงานได้เพิ่มขึ้น โดยแต่ละตัวมีความหมายดังนี้B – Basic needsคือความต้องการพื้นฐานที่สุดในการทำงาน นั่นคือความต้องการทางร่างกายและความต้องการทางอารมณ์ เช่น ได้เงินเดือนเพียงพอต่อการค่าใช้จ่ายหรือเปล่า การนั่งทำงานเหมาะสมกับสรีระหรือไม่ บรรยากาศในออฟฟิศปลอดโปร่งไหม เป็นต้นA – Autonomyคือความอิสระในการทำงานโดยไม่ถูกควบคุม ความอิสระในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพอย่างเดียว แต่คือความอิสระในการแสดงความคิดเห็นด้วยM – Masteryคือความชำนาญในทำงาน โดยเฉพาะความชำนาญที่เกิดจากงานที่ตัวเองที่ชอบ มากกว่าการทำตามใบสั่งอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความกระตือรือร้นและการเติบโตทางอาชีพ องค์กรจึงควรส่งเสริมให้เกิดเรียนรู้ทักษะนั้นๆ ด้วยB – Belongingคือการเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงาน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมความรู้สึกแปลกแยกนับเป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงWork From Home ที่การรักษาความสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก มันก็เหมือนประโยคที่ใครหลายคนบอกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงาน แต่ลาออกเพราะคนA – Abundance Cultureคือวัฒนธรรมองค์กรที่สมบูรณ์ บางทีการสร้างวัฒนธรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่นCEO ของCampbell Soups เคยเขียนการ์ดแสดงความขอบคุณ 5 ใบต่อวัน ตลอดอาชีพจึงขอบคุณพนักงานกว่า3 หมื่นฉบับ เปลี่ยนจากองค์กรที่ประสบปัญหาให้ยอดขายเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จPERK ModelGreater Good Magazineเว็บไซต์บทความวิทยาศาสตร์แห่งความสุขได้แนะนำ PERK Modelในการสร้างความสุขในที่ทำงานไว้ 4เสาหลัก ซึ่งผู้บริหารและHRควรให้การส่งเสริม ดังนี้P – Purposeคือเป้าหมายในการทำงาน เพราะพนักงานจะรู้สึกมีคุณค่า หากรู้ว่ากำลังทำประโยชน์อะไรให้กับองค์กรหรือคนอื่นอยู่ และจะเกิดผลดีมาก ถ้าเป้าหมายขององค์กรสอดคล้องกับเป้าหมายของพนักงานเช่นกันE – Engagementคือการส่วนร่วมกับองค์กรซึ่งจะช่วยสร้างให้เกิดความผูกพัน ทำให้พนักงานอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรในที่สุดR – Resilienceคือความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรับมือ ปรับตัว หรือเรียนรู้จากความล้มเหลว ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการหนีปัญหา แต่คือการเผชิญหน้าความท้าทายด้วยความจริงใจต่างหากK – Kindnessคือความเมตตา ทั้งความเมตตาในตัวเองและความเมตตาต่อผู้อื่น ผ่านการปฏิบัติต่อกันอย่างเหมาะสม การสร้างความเชื่อใจ การแบ่งปันความรู้ เช่นเดียวกับผู้นำที่จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดีหรือมีความสุภาพ โดยจะพัฒนาสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อไปHappy Workplaceองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความสุขของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างความสุขของตัวเอง ครอบครัว และสังคม โดยมี8หลัก ดังนี้Happy Body – สุขภาพดีคือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วไปHappy Heart – น้ำใจงามคือความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน รวมถึงมีความชื่นชมยินดีและเข้าใจในผู้อื่นHappy Relax – การผ่อนคลายคือสภาวะไร้ความเครียดที่ส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน มีการพักผ่อนที่เพียงพอ อารมณ์ดีและยิ้มแย้มแจ่มใสHappy Brain – หาความรู้คือความใฝ่รู้ที่จะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาตนให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นHappy Soul – การมีคุณธรรมคือการมีจิตใจที่ดีตามหลักศีลธรรม มีความเกรงกลัวต่อการทำบาป รวมถึงการทำสมาธิให้มีจิตวิญญาณอันสงบสุขHappy Money – การปลอดหนี้คือการมีรายรับรายจ่ายที่มั่นคง สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างเหมาะสม รู้จักการออมและลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตHappy Family – ครอบครัวดีคือการมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีการทำงานที่เบียดบังช่วงเวลาแห่งความครอบครัวHappy Society – สังคมดีคือการร่วมสร้างสังคมและชุมชนที่ดีในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างกัน สามารถไว้วางใจกัน และมีความรักความสามัคคีต่อกันDid You Know?ปัจจุบันมีการเพิ่ม Happyตัวที่9Happy Work Life –การงานดีคือความสุขจากประสบการณ์การทำงานกับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการมีความสุขกับสภาพแวดล้อมโดยรวม ความพึงพอใจกับสวัสดิการ รวมไปถึงการได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้น และการได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าด้วยบทสรุป“Out of every goal human beings want to attain, happiness is usually the greatest.” – Tom Milesเพราะความสุขเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา ความสุขในการทำงานของพนักงานจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความใส่ใจ เห็นได้จากงานวิจัยสารพัดที่บ่งบอกว่า ความสุขส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งนั่นนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าขององค์กรต่อไปนอกจากกระบวนการที่อยู่ในบทนี้ ยังมีแนวคิดและกระบวนการสร้างความสุขในที่ทำงานอีกมากมาย อยู่ที่องค์กรของคุณเหมาะสมกับแนวคิดไหนมากกว่ากัน ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่ทุกแนวทางมองเห็นเหมือนกัน ก็คือการให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล และมองคนทำงานให้เห็น “คน” มากขึ้น ซึ่งนั่นก็สร้างความสุขพื้นฐานที่ยั่งยืนให้พนักงานของคุณแล้วที่มา : https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/
อ่านเพิ่มเติม
ปี2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกการทำงาน ทั้งในแง่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมองค์กร หลายแนวโน้มที่เกิดขึ้นในช่วงปีนี้ ตั้งแต่กระแสต่อต้านนโยบายด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) การออกกฎหมายที่จำกัดนโยบายเหล่านี้ ไปจนถึงการเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ล้วนส่งแรงกระเพื่อมต่อพนักงานและองค์กรไปทั่วโลกตามรายงานของMcKinsey ในปี2025 ระบุว่าภายใน3 ปีข้างหน้า บริษัทกว่า92% มีแผนเพิ่มการลงทุนด้านAI ขณะเดียวกัน การเลิกจ้างจำนวนมาก ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะการชัตดาวน์ของสหรัฐ ก็ยิ่งซ้ำเติมความไม่มั่นคงของแรงงานโดยเฉพาะพนักงานภาครัฐที่ระดับความผูกพันกับองค์กรลดลงอย่างเห็นได้ชัดคำถามสำคัญคือ หลังจากปีแห่งความปั่นป่วนนี้ วัฒนธรรมการทำงานในปี2026 จะเดินไปในทิศทางใด และองค์กรควรเตรียมตัวรับมืออย่างไร1. AIตัวเปลี่ยนเกมที่ยังไม่ล้มตลาดแรงงานAI และระบบอัตโนมัติจะยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของโลกการทำงานในปี 2026 และปีต่อๆ ไป แม้ในภาพรวมอาจเห็นว่าAI จะเข้ามาแย่งงานทั้งกลุ่มคนงานสายงานช่าง-งานบริการและพนักงานออฟฟิศนั่งโต๊ะ แต่ข้อมูลเชิงลึกกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่านั้นจากข้อมูลวิเคราะห์ในปี2025 ของBudget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า นับตั้งแต่ChatGPT เปิดตัวเมื่อราว2-3 ปีก่อน ตลาดแรงงานโดยรวมยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าAI กำลังทำลายความต้องการแรงงานที่ใช้ทักษะทางความคิดในวงกว้าง งานวิจัยนี้ชี้ว่า บทบาทของAI อาจไม่ได้รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในระยะแรกอย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรไม่อาจมองข้ามคือ การที่พนักงานเริ่มใช้AI เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” มากขึ้น ผลสำรวจของPew Research Center ในเดือนกันยายน2025 พบว่า21% ของแรงงานสหรัฐฯ ยอมรับว่ามีบางส่วนของงานที่ใช้AI ทำงานแทนคนแล้ว นี่ทำให้องค์กรต้องหันมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า การพึ่งพาAI จะส่งผลต่อคุณภาพ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของผลงานอย่างไรอนาคตอันใกล้ในปี2026 คาดว่านโยบาย แนวปฏิบัติ และกรอบกำกับการใช้AI ภายในองค์กรจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีเกินขอบเขตและรักษามาตรฐานงานในระยะยาว2.ความปลอดภัยทางจิตใจสิ่งที่พนักงานต้องการมากขึ้นแม้หลายองค์กรชื่อดังจะยุติการรับพนักงานกลุ่มหลากหลายในปี 2025 แต่ความต้องการสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่คำนึงถึงความแตกต่างของพนักงานกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย ตรงกันข้าม การยุตินโยบายด้านความเท่าเทียมอาจกำลังบั่นทอน “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ของพนักงาน และลดความไว้วางใจของพนักงานต่อองค์กรลงอย่างเงียบ ๆรายงานWorkmonitor ปี2025 ของRandstad พบว่า พนักงานเพียง49% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่านายจ้างของตนสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนเติบโตได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากMental Health First Aid England และHenley Business School ระบุว่า จำนวนพนักงานที่รู้สึกว่าสามารถ “เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” ในที่ทำงาน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบระหว่างปี2025 กับปี2024 และ2020 โดยมีสาเหตุเชื่อมโยงกับการลดบทบาทของนโยบายDEIดังนั้นสำหรับปี2026 สุขภาวะขององค์กรจึงขึ้นอยู่กับองค์กรสามารถให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม ความปลอดภัยทางจิตใจ และความไว้วางใจแก่พนักงานได้หรือไม่ หากองค์กรละเลยประเด็นเหล่านี้ ความผูกพันและประสิทธิภาพของพนักงานอาจลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้3.วัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนโดยพนักงานเสียงของแรงงานดังขึ้นเรื่อยๆในปี2026 พนักงานจะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางวัฒนธรรมองค์กรชัดเจนยิ่งขึ้น พนักงานจำนวนมากเริ่มใช้เสียงของตนเองผลักดันการเปลี่ยนแปลง ทั้งผ่านการเรียกร้องสิทธิ การรณรงค์บนโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การประท้วงและหยุดงานหลายประเทศอาจเห็นกฎหมายที่เอื้อต่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอย่างTikTok ก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่พนักงานออกมาเล่าประสบการณ์การทำงานเชิงลบอย่างต่อเนื่อง และไม่มีสัญญาณว่ากระแสนี้จะชะลอลงในปีหน้าดังนั้น องค์กรที่ยังยึดติดกับโครงสร้างอำนาจแบบเดิม อาจต้องเผชิญกับแรงต้านมากขึ้น เมื่อพนักงานเริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง และกล้าที่จะท้าทายระบบที่พวกเขามองว่าไม่เป็นธรรม4.ความสอดคล้องด้านคุณค่างานไม่ใช่แค่แหล่งเงินเดือนอีกต่อไปรายงานWorkmonitor ปี2025 ของRandstad ชี้ให้เห็นว่า นโยบายด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืนของบริษัท มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกงานของผู้หางาน ผู้สมัครงานต้องการองค์กรที่มีคุณค่า สภาพแวดล้อม และเป้าหมายชีวิตที่สอดคล้องกับค่านิยมตนเองเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พวกเขาพร้อมปฏิเสธตำแหน่งงานขององค์กรนั้นๆ หากพบว่ามันไม่สอดคล้องกับคุณค่าทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวโน้มปรากฏการณ์นี้กำลังเพิ่มขึ้นจากปี2024 และมีรายงานว่าพนักงานถึง29% ยอมรับว่า พวกเขาเคยลาออกจากงานเพราะไม่เห็นด้วยกับมุมมองบางอย่างของผู้บริหารคาดการณ์ในปี2026 องค์กรจะไม่สามารถแยก “คุณค่าองค์กร” ออกจาก “นโยบาย การบริหาร และภาวะผู้นำ” ได้อีกต่อไป เพราะผู้สมัครงานกำลังมองหาความจริงใจและความสอดคล้องมากกว่าคำโฆษณา5.ภาพลักษณ์องค์กร ต้องสะท้อนตัวตนจริงของแบรนด์ในปี2026 แรงกดดันจากสาธารณชนจะยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ เลือกซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าเลือกสนับสนุนหรือเลือกที่จะคว่ำบาตรแบรนด์ รายงานBrand Trust ปี2025 ของEdelman ระบุว่า ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนแบรนด์ที่มีคุณค่าเดียวกับตน และพร้อมคว่ำบาตรหรือประท้วงบริษัทที่มีความไม่สอดคล้องด้านคุณค่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับTarget ในช่วงต้นปี2025 เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การรับรู้ของสังคม สามารถส่งผลต่อยอดขายและชื่อเสียงองค์กรได้รวดเร็วเพียงใด ในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทที่เพิกเฉยต่อเสียงของลูกค้าอาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุดแล้ว ภาพลักษณ์สาธารณะไม่ใช่เพียงเรื่องการตลาด แต่คือความจริงที่กำหนดชะตาขององค์กร ทั้งในสายตาพนักงาน ผู้สมัครงาน และผู้บริโภคดังนั้นพูดได้ว่า ทิศทางโลกการทำงานในปี2026 จะไม่ใช่แค่ปีของการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่เป็นปีที่องค์กรต้องตอบคำถามใหญ่ให้ได้ว่า จะสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยุติธรรม ปลอดภัย และสอดคล้องกับคุณค่าของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร เพราะในโลกที่พนักงานและผู้บริโภคมีเสียงดังขึ้นทุกวัน วัฒนธรรมองค์กรอาจกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1212745
อ่านเพิ่มเติม
ในปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีและวิวัฒนาการของAI ที่ก้าวหน้าไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเรา แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเรา จนอาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าอาชีพในอนาคต2030 จะเป็นงานแบบไหน? ไม่ว่าจะกำลังเริ่มต้นในโลกการทำงาน หรือกำลังมองหาโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน บทความนี้จะพาไปสำรวจ10อาชีพมาแรงในอนาคต2030 พร้อมแนะนำทักษะที่เป็นประโยชน์ ที่ให้คุณพร้อมเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่วันนี้ เพื่อการวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจ!รายงานความเสี่ยงของโลกกับตลาดอาชีพ ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า โลกเรากลับกำลังเผชิญความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน ให้เกิดความต้องการอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตจากรายงานThe Global Risks Report 2024 โดยWorld Economic Forum คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2024-2034 โลกเรากำลังเผชิญกับ10 ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น3 ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น1.ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะยิ่งทวีความรุนแรง 2.เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแต่แฝงไปด้วยภัยจากการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวหรือความผิดพลาดที่มีความซับซ้อน และ3.ความเสี่ยงและปัญหาจากสภาพสังคมต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการตลาดอาชีพที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างต้องการคนเข้ามารับมือและสร้างนวัตกรรมเพื่อรองรับอนาคต โดยแบ่งออกเป็น3 กลุ่มอาชีพหลัก ๆ คือ1.กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)2.กลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs)3.กลุ่มอาชีพดิจิทัล (Digital Jobs)กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)Green Jobs หรือสายงานสีเขียว คือกลุ่มอาชีพที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นงานภาคการผลิต การสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของเสียและมลพิษ เพื่อลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ถึงแม้กลุ่มอาชีพนี้จะมีมานานแล้ว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ต้นทุนวัสดุที่ลดลง และเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้Green Jobs เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมาดูกันว่าอาชีพเหล่านี้มีอะไรบ้าง!ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม (Wind Technician) อาชีพช่างเทคนิคกังหันลมเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพพลังงานหมุนเวียน ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมกังหันลม ตลอดจนตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบส่งสัญญาณไฟใต้ดิน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลมแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบัน การส่งเสริมพลังงานลมในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมกำลังได้รับความต้องการสูงในต่างประเทศ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มการเติบโตถึง68.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะเครื่องกล (Mechanical Skill) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลมจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องกลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการบำรุงรักษา แก้ไขปัญหา และซ่อมแซมระบบไฮดรอลิก รวมไปถึงมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของกังหันลม-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างเทคนิคพลังงานลมจะต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหากังหันลมหยุดทำงาน หรือมีจุดขัดข้องทำให้จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ เพื่อที่จะวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุด-ทักษะการเขียนรายงาน (Technical Writing) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม จะต้องจัดทำเอกสารและส่งรายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบ การตรวจสอบ การซ่อมแซม หรือปัญหาที่พบเจออยู่เสมอ ดังนั้นการเขียนรายงานที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจรายงานได้ และส่งต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) อาชีพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์หรือช่างโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งอาชีพอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน มีหน้าที่รับผิดชอบการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตพลังงาน และให้คำแนะนำการปรับปรุงประสิทธิภาพกับผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ ด้วยปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงจากเมื่อก่อนมาก เพิ่มเติมด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐด้วยการปรับนโยบายต่าง ๆ ทำให้อาชีพนี้ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) มีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยคาดว่าการจ้างงานในอาชีพนี้จะเพิ่มขึ้นถึง52% ระหว่างปี2020 ถึง2030 ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า (Fundamental of Electronics) ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นศัพท์เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบไฟฟ้า กำลังไฟ แรงดันไฟ กระแสไฟ และประเภทของกระแสไฟต่าง ๆ เพื่อใช้ทำความเข้าใจในระบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์-การออกแบบและคำนวณระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Power System Design) ก่อนการติดตั้งแผงวงจร ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องทำการศึกษาและประเมินพื้นที่หน้างาน และคำนวณโครงสร้างอาคารที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของแผงวงจร ตลอดจนค่าอื่น ๆ เพื่อนำไปวางแผนการติดตั้งและอธิบายแก่ผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ได้-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างโซลาร์เซลล์ต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุดที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consultant) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ ประเมิน วางแผน และพัฒนากลยุทธ์เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านESG (Environment, Social, Governance) โดยมีเป้าหมายคือ สนับสนุนให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริงแนวโน้มความต้องการ ความต้องการของอาชีพที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยVerdantix องค์กรวิจัยนวัตกรรมระดับโลกคาดการณ์ว่าในปี2027 อุตสาหกรรมสีเขียว จะมีมูลค่าทั่วโลกถึง16,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคจะยิ่งตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการมีที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน อาจจะต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านในการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนั้นทักษะการแก้ไขปัญหา จึงเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะช่วยระบุปัญหาและจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-ทักษะการโน้มนาวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วม เข้าใจถึงความสำคัญของความยั่งยืน และให้ความร่วมมือในการกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี-ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน สามารถมองเห็นภาพรวมสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถวางแผนการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ได้ในระยะยาวกลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs) อุตสาหกรรมHealthcare มีแนวโน้มจะเติบโตในระยะยาว ด้วยกลุ่มประชากรในหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่มาพร้อมกับปัญหาอัตราการเกิดที่น้อยลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เพื่อยืดอายุและลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน จากแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความต้องการจ้างงานด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศพยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioner) พยาบาลเวชปฏิบัติ มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพ ครอบคลุมไปถึงการดูแลและการจัดการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนสามารถประเมินสุขภาพของผู้ที่มารับบริการ เพื่อการตัดสินใจและการวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นภายใต้ขอบเขตที่แพทย์กำหนดได้แนวโน้มความต้องการ พยาบาลเวชปฏิบัติได้รับความนิยมเนื่องจากความสามารถในการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและการป้องกันโรค ทำให้บทบาทนี้มีความสำคัญและเติบโตต่อเนื่องในอนาคต เช่นนั้นกลุ่มงานพยาบาลจึงได้รับความสนใจมากขึ้นถึง52.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง การประกอบอาชีพพยาบาลนั้นจำเป็นต้องเรียนจบระดับปริญญาตรีในสาขาพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น-ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพพยาบาล เนื่องจากการติดเชื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานพยาบาล โดยเฉพาะในการอธิบายแผนการบำบัดหรือการดูแลสุขภาพให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจอย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการรักษา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือของผู้ป่วยและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานกับทีมอื่น ๆ-ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ทักษะการแก้ปัญหาเป็นทักษะที่ช่วยให้พยาบาลสามารถจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) นักกายภาพบำบัด คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้เทคนิคทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอาการปวด เพิ่มความคล่องตัว และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวแนวโน้มความต้องการ อาชีพนักกายภาพบำบัดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชากรโลกและในประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจึงมีความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาวทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสาร มีความสำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัด เพราะช่วยให้การอธิบายแผนการบำบัด วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพ และขั้นตอนการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นไปอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้นักกายภาพบำบัดเข้าใจความต้องการและอาการของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งมากขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการบำบัดที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วน ที่ส่งผลให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) นักกายภาพบำบัดจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบในการบันทึกข้อมูล เพื่อต่อยอดการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน (Nursing Home) ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน จะทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันแก่ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยระยะยาว อย่างเช่น ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้นแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุคนไทย จะเพิ่มขึ้นปีละ5 แสนคน ทำให้ธุรกิจสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ จะมีมูลค่าประมาณ2.99 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ7.5% ต่อปี จากตัวเลขคาดการณ์นี้ทำให้เห็นว่าการให้บริการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรม เช่น การดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย หรือการทำตามแผนการบำบัด ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้นและฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้านต้องใช้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการแทรกซ้อนหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ดูแลต้องคำนึงถึงทุกความต้องการ ตั้งแต่การให้ยาตรงเวลา การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการดูแลกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด-ความรู้การป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) การติดเชื้อเป็นภัยที่ร้ายแรงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคและรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ4LifelongLearning มี Micro-Credentials ที่ได้รับการออกแบบมาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มอาชีพงานดิจิทัล (Digital Jobs) หลังเหตุการณ์Covid-19 ทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของเรามากกว่าที่เคย หลายบริษัทปรับตัวเป็นการทำงานทางไกล (Remote Working) ทำให้เกิดการลงทุนกับซอฟต์แวร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จากปัจจัยนี้ทำให้ความต้องการแรงงานด้านเทคโนโลยีจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ของWorld Economic Forum จำนวนงานดิจิทัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 73 ล้าน เป็น92 ล้านงานภายในปี2030นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Analyst) เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายองค์กรมีความต้องการมากขึ้น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นอาชีพที่มีหน้าที่ออกแบบ วางระบบและพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้มีความปลอดภัย อีกทั้งต้องทำการตรวจสอบ และดูแลความเรียบร้อยของระบบข้อมูลในองค์กร เพื่อป้องกันการโจมตีและการละเมิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้หลากหลายมิติแนวโน้มความต้องการ จากการที่เทคโนโลยีAI มีการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ตามมาได้ ส่งผลให้ความต้องการอาชีพนักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะยิ่งสูงมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน โดยมีคาดการณ์ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง33.3% จากฐานข้อมูลWorld Economic Forumทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Assessment and Management) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล จะต้องมีความสามารถในการระบุช่องโหว่และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ พร้อมวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าเพื่อจัดการและลดผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างเป็นระบบ-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะต้องทำงานและขอความร่วมมือกับทีมต่าง ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้กับทีมบริหารหรือทีมธุรกิจสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน และเป็นปัจจัยสำคัญให้สามารถบรรลุแผนงานที่วางไว้ได้-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์อาจจะตรวจจับได้ยาก นักวิเคราะห์ความปลอดภัยจะต้องใส่ใจ รอบคอบต่อระบบ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยได้อยู่เสมอผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Expert) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เป็นกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล (Data) ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นData Scientist, Data Engineer และData Analyst ทั้ง3 อาชีพ มีการทำงานที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่นData Scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ทำหน้าที่สร้างModel โดยการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาเป็นต้นแบบ และมองหาผลลัพธ์เชิงลึก (Insight) จากการสร้าง Model ส่วนData Engineer (นักวิศวะข้อมูล) มีหน้าที่วางระบบการไหลของข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่จะต้องใช้งาน ในขณะที่Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล) จะต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจธุรกิจมากที่สุด เพื่อใช้ในการหาBusiness Insight จากชุดข้อมูลที่มีแนวโน้มความต้องการ จากการเติบโตของAI และMachine Learning จะยิ่งบีบบังคับให้หลายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เกิดข้อมูล (Data) มหาศาล และข้อมูลตรงนี้จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ดังนั้นData Expert จึงยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคตทักษะที่เกี่ยวข้อง-การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจะต้องมีทักษะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมจะนำไปวิเคราะห์หา Business Insight และเพิ่มคุณค่าของข้อมูลในมือมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling)-การนำเสนอข้อมูล (Data Visualization) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอาจจะต้องการทักษะในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นภาพ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งPython ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่องค์กรต้องตัดสินใจจากข้อมูล เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบภาพช่วยให้ผู้บริหารและทีมเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential Data Visualization ด้วยPython-การเรียนรู้แบบคล่องตัว (Learning Agility) เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ต้องอัปเดตทักษะและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเทคนิคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภูมิทัศน์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Specialist) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ในการออกแบบ พัฒนา และปรับใช้ระบบAI ให้เข้ากับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้อนข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อให้AI มีความเข้าใจสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ บริษัทMcKinsey บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก วิเคราะห์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2030 กว่า70% ของบริษัททั่วโลกจะใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านAI มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจทักษะที่เกี่ยวข้อง-การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ด้วยสโคปงานของผู้เชี่ยวชาญด้านAI ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การมีความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ออกเป็นข้อย่อย จะช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น-การสื่อสาร (Communication Skill) เนื่องจากAI ต้องใช้ข้อมูลในการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญAI จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับทีมอื่น ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การเรียนรู้และการพัฒนาAI มีความซับซ้อน ทักษะการใส่ใจในรายละเอียดจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นอาชีพที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกแบบ และวางแผนการพัฒนา บำรุงรักษา และปรับปรุงซอฟต์แวร์หรือDigital Product ต่าง ๆ ในที่นี้สามารถเป็นได้ทั้งโปรแกรม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันแนวโน้มความต้องการ การปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ขององค์กรต่าง ๆ และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การทำงานแบบรีโมททางไกลมีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อเปิดรับตลาดแรงงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตธุรกิจด้านซอฟแวร์และอาชีพนักพัฒนาซอฟแวร์จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 22% จากข้อมูลสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-การสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเป็นลำดับขั้นตอนจะทำให้สามารถทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ในการพัฒนาระบบได้อย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายได้เร็วขึ้น-ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ทักษะการคิดเชิงคำนวณเป็นกระบวนการคิดพื้นฐานสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม ที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้หลักการของวิทยาการคอมพิวเตอร์ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential ทักษะการคิดเชิงคำนวณ-แนวคิดของผลิตภัณฑ์ (Product Mindset)Product Mindset เป็นแนวคิดการพัฒนาโซลูชันหรือซอฟต์แวร์ให้มีคุณค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งาน มากกว่าการทำให้เสร็จตามกำหนด (Requirement-Based Development) แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่โดดเด่น เพราะมีทักษะในการทำความเข้าใจผู้ใช้งาน และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การสร้าง Product Mindsetที่มา: https://www.4lifelonglearning.org
อ่านเพิ่มเติม
วัยทำงานรุ่นก่อนมักมีค่านิยมการทำงานอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลายปี แม้จะรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่เห็นโอกาสเติบโต เพราะความมั่นคงทางอาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ อีกทั้งการเปลี่ยนงานบ่อยถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่มั่นคงและไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างGen Zที่เห็นว่าการเปลี่ยนงานบ่อย หรือที่เรียกว่า "Job Hopping" เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ในระยะเวลาสั้นกว่าการทำงานกับบริษัทเดียวเป็นเวลานานแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนงานสามารถนำไปสู่เงินเดือนที่สูงขึ้นและโอกาสเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปหรือถี่เกินไป อาจส่งผลเสียต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาวดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในสองสามปี ลองมาสำรวจกันก่อนว่าเทรนด์ทำงานนี้มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรJob Hoppingเป็นสัญญาณอันตรายต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ?!แนวโน้มการเปลี่ยนงานบ่อยได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มศักยภาพรายได้ของตนเอง จากผลการศึกษาของEduBirdieพบว่า38%ของGen Zในสหรัฐ ตั้งเป้าหมายที่จะมีเงินเดือนหกหลัก (100,000ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ3,300,000บาทต่อปี) ภายในอายุ30ปีอีกทั้ง 1ใน6ของกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่า200,000ดอลลาร์ต่อปี (6,700,000บาทต่อปี) เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของชาวอเมริกันในช่วงอายุ25-34ปี อยู่ที่เพียง57,356ดอลลาร์ต่อปี (1,900,000บาทต่อปี) เท่านั้นแม้ว่าJob Hoppingจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันแต่ก็ยังมีหลายฝ่ายที่มองว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างจากการสำรวจพบว่า37%ของฝ่ายสรรหาพนักงานมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นข้อเสียมาร์ตารีโฮวา (Marta Říhová)ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจากKickresumeอธิบายว่าเทรนด์ทำงานในรูปแบบ "เปลี่ยนงานบ่อย"เป็นวิธีที่พนักงานรุ่นใหม่ใช้เพื่อไต่เต้าในอาชีพได้เร็วขึ้นซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเนื่องจากการเติบโตของสายงานนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงสำหรับวัยทำงานหลายๆคนนี่เป็นวิธีที่จะเร่งความก้าวหน้าในอาชีพการงานของพวกเขาได้โดยการศึกษาหนึ่งของLinkedInที่ทำกับชาวอเมริกัน1,250คนเมื่อไม่นานนี้เผยให้เห็นว่า58%ของผู้คนเปลี่ยนนายจ้างในช่วงห้าปีที่ผ่านมาในขณะที่เพียง17%เท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในงานปัจจุบันอย่างไรก็ตามรีโฮวาก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจถูกมองว่าไม่มีความมั่นคงและไม่มีประสบการณ์ในงานใดงานหนึ่งมากพอนายจ้างบางบริษัทอาจกังวลว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนให้กับองค์กรหรืออาจขาดความรับผิดชอบในระยะยาวแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบริษัทเช่นกันบางองค์กรมองว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลายรีโฮวาแนะนำว่าหากคุณเป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยควรเตรียมคำตอบสำหรับการสัมภาษณ์งานให้ดีโดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่าเหตุใดคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อยและแต่ละการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้คุณเติบโตอย่างไร4ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในไม่กี่ปีเอเวอรี่ มอร์แกน (Avery Morgan)หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ EduBirdieเตือนว่า การรีบไล่ล่าเงินเดือนหกหลักเร็วเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต เธออธิบายว่ามีข้อเสียที่ซ่อนอยู่4ประการเมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งเป้าหมายไปที่รายได้สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ1.ภาวะรวยเร็วเกินไป (Sudden Wealth Syndrome)มอร์แกนแนะนำว่า การประสบความสำเร็จอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยให้คุณมีเวลาปรับตัว พัฒนาทักษะ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้มากขึ้น หากคุณก้าวหน้าเร็วเกินไปโดยที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง อาจทำให้คุณขาดความอดทน และไม่สามารถรับมือกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ ในชีวิตการงานได้2.เสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟเร็ว (Burnout Fast-Track)การไล่ล่ารายได้ที่สูงขึ้นด้วยการเปลี่ยนงานบ่อยอาจนำไปสู่ชั่วโมงทำงานที่หนักขึ้น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรม มอร์แกนกล่าวว่า "เงินที่ได้มาเร็ว ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆ" คุณอาจต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อน พลังงาน และสุขภาพจิตของคุณเอง เธอแนะนำว่า ช่วงอายุ 20-30ปี ควรเป็นเวลาสำหรับการเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ไม่ใช่แค่การมุ่งหาเงินเดือนที่สูงที่สุด3.ติดกับดักความมั่นใจเกินตัว-ไม่เชี่ยวชาญจริง(Fake Expertise Trap)มอร์แกนเตือนว่าการประสบความสำเร็จเร็วเกินไป อาจทำให้บางคนขาดความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น คนที่ได้เงินเดือนสูงตั้งแต่อายุยังน้อยมักคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว (เป็นน้ำเต็มแก้ว) และไม่เปิดรับคำแนะนำใหม่ๆ เธอแนะนำว่า "ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้องนี้ ให้ลองเปลี่ยนไปห้องอื่นดูและไปอยู่ในที่ที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้"4.เกิดวิกฤติการหาความหมายในชีวิต (The Purpose Crisis)มอร์แกนบอกอีกว่า ในช่วงอายุ20-30ปี คุณอาจคิดว่าการได้เงินเดือนสูงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่พอถึงอายุแตะเลข30ขึ้นไป คุณอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?"เธอยกตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็วและหาเงินได้มหาศาล แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวเธอแนะนำว่า หากคุณกำลังมองหางานใหม่ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าเงินเดือนไม่สูงเท่านี้ ฉันยังอยากทำงานนี้อยู่ไหม?"หากได้คำตอบคือ "ไม่" นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่คุณต้องทบทวนเส้นทางอาชีพของคุณใหม่แล้วท้ายที่สุดรีโฮวาสรุปว่า Job Hoppingไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณสามารถอธิบายได้ว่าการเปลี่ยนงานช่วยให้คุณเติบโตและพัฒนาทักษะอย่างไร เธอแนะนำให้ใช้ จดหมายสมัครงาน (Cover Letter)เพื่ออธิบายประสบการณ์ของคุณ และทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีศักยภาพในการเติบโตหากคุณเป็นผู้ลูกจ้างที่กำลังหางานใหม่อย่าลืมเตรียมคำตอบให้ดีเมื่อถูกถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงานในขณะที่หากคุณเป็นนายจ้าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินพนักงานจากประวัติการเปลี่ยนงานบ่อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความสามารถและศักยภาพของพวกเขาด้วยที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1170314
อ่านเพิ่มเติม
แม้ผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ จะมองโลกในแง่ดีว่าAIจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และการทำงานในอนาคต แต่หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า แล้วพนักงานในบางสายอาชีพจะอยู่ตรงไหนในวันที่เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนได้เกือบหมด?รายงานล่าสุดจากPew Research Center เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านAI กว่า1,000 คน เทียบกับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอีกกว่า5,000 คน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีมุมมองต่อAI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคฯ และAI กว่า56% เชื่อว่าAI จะส่งผลดีต่อตลาดแรงงานในสหรัฐภายใน20 ปีข้างหน้า ขณะที่ประชาชนทั่วไปเห็นด้วยเพียง17% เท่านั้น และแม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่เชื่อว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็เตือนว่า “บางอาชีพ” มีความเสี่ยงสูงที่จะหายไปหรือถูกแทนที่ด้วยAI อย่างสมบูรณ์5 อาชีพเสี่ยงหายไปมากที่สุดในอีก 20 ปีเหตุโดนAI ดิสรัปต์แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่กังวลว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็แสดงความเห็นด้วยว่าบางอาชีพมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ โดยอาชีพ5 อันดับแรกที่เสี่ยงจะหายไปในอนาคต ได้แก่- แคชเชียร์ (พนักงานเก็บเงิน) : ผู้เชี่ยวชาญ73% เชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง-คนขับรถบรรทุก : ผู้เชี่ยวชาญ62%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-นักข่าว : ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-พนักงานโรงงาน :ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-วิศวกรซอฟต์แวร์ : ผู้เชี่ยวชาญ50%เชื่อว่ามีความเสี่ยงน่าสนใจว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญว่ามีหลายอาชีพที่เสี่ยงสูง แต่กรณี “คนขับรถบรรทุก” กลับมีประชาชนเพียง33% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า "เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ" มีแนวโน้มพัฒนาเร็ว และอาจแทนที่แรงงานคนขับรถได้ในไม่ช้าความกังวลเรื่องงาน และความเป็นมนุษย์ที่อาจหายไปเจฟฟ์ ก็อตต์ฟรีด (Jeff Gottfried) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของPew ให้สัมภาษณ์กับ CNBC Make It ว่า ความกลัวAI จะมาแย่งงาน และลดทอนการเชื่อมโยงของมนุษย์เป็นเรื่องที่คนอเมริกันกังวลมาอย่างยาวนานแม้ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญจะมีมุมมองต่างกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งสองกลุ่มก็เห็นตรงกันในบางประเด็น เช่น เชื่อว่าAI อาจช่วยเหลือได้มากในด้านการแพทย์, ยังไม่เชื่อว่า AI จะช่วยให้ข่าวหรือการเลือกตั้งแม่นยำขึ้น, อยากมีอำนาจควบคุมการใช้AI ในชีวิตของตนเองมากกว่านี้แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างก็ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเชื่อว่าเอกชนจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมีความรับผิดชอบ“เราคิดว่าการฟังทั้งสองฝั่งมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องของใครถูกหรือผิด แต่คือ การเข้าใจประสบการณ์ และมุมมองของแต่ละกลุ่มที่จำเป็นต่อบทสนทนาเรื่องอนาคตของAI”ก็อตต์ฟรีด อธิบายในมุมมองของเขาพนักงานหญิงสายงานเทคฯ ยังมองAI ด้วยความหวาดระแวงแม้แต่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ เอง ก็มีความเห็นที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในมหาวิทยาลัยมักจะสงสัยเกี่ยวกับAI มากกว่าคนที่ทำงานในภาคเอกชนว่า บริษัทพัฒนาAI มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงหรือไม่นอกจากนี้ยังพบความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย และเพศหญิงอย่างชัดเจนโดยพนักงานชายที่ทำงานด้าน AI มากถึง63% มองว่าAI จะส่งผลดีต่อสหรัฐขณะที่พนักงานหญิงเห็นด้วยกับประเด็นนี้เพียง 36% เท่านั้น ตามรายงานยังบอกอีกว่า พนักงานชายยังรู้สึก “ตื่นเต้น” เกี่ยวกับAI มากกว่าผู้หญิง (53% vs. 30%) และมองว่าAI จะส่งผลดีต่อชีวิตตนเองมากกว่าด้วย (81% vs. 64%)อีกทั้งมีผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานว่า งานที่มักมีผู้หญิงทำ เช่น งานธุรการ และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ง่าย และเมื่อผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยในอุตสาหกรรมAI ก็ยิ่งส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในระยะยาวเคย์ เฟิร์ธ-บัตเตอร์ฟิลด์ (Kay Firth-Butterfield) หัวหน้าฝ่ายAI ของWorld Economic Forum เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “คนที่พัฒนาAI ควรสะท้อนความหลากหลายของประชากรทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม” และนั่นอาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่า ทำไมเราต้องฟังเสียงของทุกคนในวันที่AI กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาลที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1175443?anm
อ่านเพิ่มเติม
ช่วงนี้หลายคนอาจรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ทั้งสภาพเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานที่รุนแรงขึ้นหลังการมาของAI และAutomation งานหลายประเภทที่ ‘เคยมั่นคง’ เริ่มถูกแทนที่ ทำให้ ‘ความไม่แน่นอน’ หรือคำว่า “วิกฤต” กลายเป็นเรื่องNew Normal สำหรับคนทำงานทุกคนที่ถูกฝังอยู่ในหัว และชวนให้สิ้นหวังทุกครั้งที่ได้ยินใกล้สิ้นปี2025 แล้ว เราจึงพาทุกคนมาส่องลิสต์ “เทรนด์การทำงานปี 2026” จากForbes ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กรทั่วโลกที่ต้องปรับตามหลังจากนี้ เพื่อให้คุณเตรียมตัวก่อนใคร และเปลี่ยนความกังวลให้เป็นโอกาสใหม่ในอาชีพของตัวเองให้กลับมามั่นคงอีกครั้ง7เทรนด์การทำงานที่มาแน่ในปี 20261. AI Workflows:งานไหลลื่นด้วยAutomationเต็มรูปแบบหลังจากนี้AIจะไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมการทำงานอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือAI-Nativeกับระบบที่ต้องคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า อย่างSupply Chainหรือโรงงานที่ปรับแผนการผลิตอัตโนมัติตามคำสั่งลูกค้าและวัตถุดิบที่มีอยู่ ความสามารถหลักของคนทำงานคือ ทักษะการคิดแก้ปัญหาแบบAIเพื่อออกแบบงานให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และต้นทุนต่ำลง2.ออฟฟิศกลายเป็นEcosystemที่เชื่อมทุกการทำงานการทำงานในรูปแบบHybridหรือRemoteกลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรจึงต้องพัฒนา “ระบบนิเวศการทำงาน” ที่เชื่อมทุกพื้นที่ เช่น ออฟฟิศ บ้าน และCo-workingรวมถึงเครื่องมือ และเครือข่ายการสื่อสาร ให้สามารถทำงานได้ลื่นไหลไร้รอยต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทุกที่บนโลก และเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน3.บางงานหายไป บางงานกำลังโต และงานใหม่ก็เกิดขึ้นงานที่เป็นกระบวนการซ้ำ ๆ โดยเฉพาะงานธุรการ งานในระดับMiddle Managerถูกลดความสำคัญลง แต่บางสายงานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานก่อสร้าง การศึกษา เทคโนโลยี และงานด้านมนุษย์ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเช่นกัน การวางแผนเส้นทางอาชีพใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดจึงจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน4. Human Skillsคือทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อAIทำงานซ้ำซากได้หมด ทักษะความเป็นมนุษย์ที่AIยังเข้าไม่ถึงจะยิ่งมีคุณค่า เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็น “ทองคำ” ในตลาดแรงงาน การเน้นSoft Skillsและความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแยกออกจาก AIได้5. HRและผู้นำจะประเมินพนักงานด้วยข้อมูลจริงยุคของการประเมินปีละครั้งแบบใช้เพียงสัญชาตญาณจะเริ่มหายไป องค์กรจะใช้DataและAIมาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกับทีม แม้ต้องระวังเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใส แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จะช่วยให้HRตัดสินใจได้แม่นยำ เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้6. Employee Experienceกลายเป็นหัวใจในการดึงดูดคนเก่งองค์กรจะใช้หลักCustomer Experienceมาปรับใช้กับการดูแลพนักงาน หรือEmployee Experienceตั้งแต่สรรหาOnboardingไปจนถึงงานประจำวัน จุดประสงค์คือกำจัดPain Pointsและทำให้คนเก่งอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้สวัสดิการดีอย่างเดียว7.การเกษียณกลายเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบนุ่มนวล”เมื่อผู้สูงวัยมีสุขภาพดีขึ้น โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเลือกทำงานแบบContract / Freelance มากขึ้น ทำให้การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงานทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดชั่วโมงงาน ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สูงวัยมีรายได้ต่อเนื่อง และองค์กรได้ใช้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากพนักงานอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบทสรุปส่งท้าย “พร้อมเปิดรับทักษะใหม่ ๆ ยังไงก็รอด”แม้เทรนด์ปี2026 หรืออีก5 ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าองค์กรจะยังให้คุณค่าทักษะหรือตำแหน่งงานปัจจุบันของเราไหม แต่คนที่ “รู้ทัน” และ “ปรับตัวก่อน” จะได้เปรียบเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานที่อยากใช้AI เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นผู้นำที่ต้องการเตรียมองค์กรรับยุคDisruption ขอแค่เตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสความสำเร็จไว้ในมือแหล่งที่มา: https://www.truedigitalacademy.com/blog/future-of-work-in-2026
อ่านเพิ่มเติม
1. สื่อสารได้ดี คนยุคใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร แต่อาจไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบตรง ๆ เท่าใดนัก ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในการสื่อสารไปอย่างไม่น่าเชื่อ และการทำงานในองค์กรย่อมหนีไม่พ้นการติดต่อสื่อสารกับผู้คนหลากหลายบทบาทหน้าที่และตำแหน่งการงาน คนที่จะประสบความสำเร็จในองค์กรก็คือคนที่สื่อสารได้ดี มีทักษะในการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี2. มีทัศนคติเชิงบวก คนที่มีทัศนคติเชิงบวกย่อมเป็นที่ต้อนรับของคนทุกกลุ่ม องค์กรเองก็ต้องการคนที่มองโลกแง่ดี มองเห็นโอกาสในปัญหาอยู่เสมอ และเข้าใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้วเวลาปฏิบัติงาน คนกลุ่มนี้มักจะทำได้ดีกว่าคนที่มีทัศนคติด้านลบ เนื่องจากมีใจเปิดกว้าง ไม่ตั้งแง่ก่อนลงมือทำ ไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร และยินดีช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานด้วยความเต็มใจ สามารถประสานงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี3. พร้อมทุกสถานการณ์ เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ องค์กรส่วนใหญ่ต้องการพนักงานที่มีความพร้อมอยู่เสมอ และมีใจเปิดรับกับทุกโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน ทั้งภารกิจใหม่ ๆ ที่ได้รับมอบหมาย วิธีการทำงานใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในองค์กร โดยไม่กังวัลต่อภาระหน้าที่รับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ความท้าทาย อุปสรรคปัญหา และความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ปิดกั้นตัวเองแบบนี้ ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนที่อยู่แต่ใน Comfort zone อย่างแน่นอน4. ทำงานเป็นทีมได้ ปรับตัวได้ดี งานในองค์กรไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยพนักงานเพียงคนเดียวฉันใด ทีมเวิร์กที่ดีก็เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรพึงปรารถนาฉันนั้น ทีมที่ประสบความสำเร็จต้องการคนที่มีความสามารถ รู้จักบทบาทหน้าที่ และมีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะผลักดันให้งานเดินหน้าและบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ พนักงานยังต้องปรับตัวได้ดีกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบันที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ทุกขณะ พนักงานที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ และพร้อมรับกับทุกการเปลี่ยนแปลง5. มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะในการทำงาน เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนต้องมีเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน เชื่อว่าพนักงานหลาย ๆ คนมีความรู้เพียงพอ และมีทักษะที่ดีในการทำงานกันอยู่แล้ว แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำงานก็คือความรับผิดชอบ และองค์กรส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการพนักงานที่มีความรับผิดชอบสูง มอบหมายงานอะไรให้ก็ทำงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อมีอุปสรรคปัญหาในการทำงาน พนักงานที่มีความรับผิดชอบสูงก็จะไม่ล้มเลิก และยังคงพยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ จนงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ6. มีใจรักในงาน และมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ ย่อมพึงพอใจกับการได้ร่วมงานกับคนที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงาน เพราะพนักงานที่มีใจรักในงานที่ทำ และมีเป้าหมายที่จะทำงานให้สำเร็จอยู่เสมอ ย่อมไม่ทำงานแบบขอไปที ทำงานไปวัน ๆ โดยขาด passion จนนำไปสู่การลาออกจากงานในที่สุด นอกจากนี้ คนทำงานที่มี passion มักจะเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวก และความกระตือรือร้นอยู่เสมอ สร้างบรรยากาศการทำงานและภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีพลังและมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต7. สร้างจุดขาย มีความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขันขององค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เพียงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป สิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีก็คือ "จุดขาย" ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ จึงจะได้เปรียบในเชิงธุรกิจ มีชัยเหนือคู่แข่ง พนักงานยุคใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติให้สอดรับกับกลยุทธ์ขององค์กร ด้วยการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ และคิดต่อยอดจากสิ่งที่องค์กรมีได้8. มีวินัย ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด เจ้านายทุกคนชอบลูกน้องที่มีวินัยในการทำงานสูง ตรงต่อเวลา และรักษาคำพูด พูดอะไรไว้หรือสัญญาอะไรก็ต้องทำได้ตามที่พูด คำไหนคำนั้น พนักงานที่ดีต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง รับปากว่าจะทำอะไร จะส่งมอบงานแบบไหน เมื่อไหร่ ก็ต้องสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่ตกลงกันไว้อยู่เสมอ9. สุดยอดนักแก้ไขปัญหา อีกหนึ่งคุณสมบัติที่องค์กรต้องการในตัวพนักงาน คือ การกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ และคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังต้องสามารถคิดหาทางเลือกและทางออกได้มากกว่า 1 ทาง พร้อมตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้องค์กรได้อีกด้วย10.สุดยอดนักวางแผน งานทุกงานที่จะประสบความสำเร็จได้ดี ต้องมาจากการวางแผนอย่างรอบคอบและมีกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ องค์กรจึงต้องการคนที่สามารถกำหนดเป้าหมายในการทำงาน และสามารถวางแผนงานจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ทั้งกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มา : www.jobsdb.com
อ่านเพิ่มเติม