เว็บไซต์ Amata Jobs Online จัดทำขึ้นโดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ อมตะ (AMATA) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี และ ระยอง มีโรงงานประกอบกิจการกว่า 1,100 แห่ง สามารถสร้างอาชีพให้กับคนในประเทศมากกว่า 250,000 อัตรา ถือว่าเป็นตลาดงานใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สร้างเรซูเม่สมัครงานฟรี ให้คุณยืนหนึ่งด้วยการนำเสนอตัวตนที่โดดเด่น เพิ่มโอกาสให้คุณได้งาน สร้างเรซูเม่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำเรซูเม่ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง หมดปัญหากับการสร้างเรซูเม่ที่สวย แต่ส่งไปสมัครงานแล้วแป๊กทุกที พร้อมถึงระบบช่วยกรอกเรซูเม่ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในทุกส่วนของข้อมูลเรซูเม่ และสามารถกรอก ข้อมูลได้ละเอียดที่สุด
สร้างเรซูเม่
อมตะซิตี้ ระยอง
อมตะซิตี้ ชลบุรี
1. สื่อสารได้ดี คนยุคใหม่ถนัดใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร แต่อาจไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแบบตรง ๆ เท่าใดนัก ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนในการสื่อสารไปอย่างไม่น่าเชื่อ และการทำงานในองค์กรย่อมหนีไม่พ้นการติดต่อสื่อสารกับผู้คนหลากหลายบทบาทหน้าที่และตำแหน่งการงาน คนที่จะประสบความสำเร็จในองค์กรก็คือคนที่สื่อสารได้ดี มีทักษะในการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี2. มีทัศนคติเชิงบวก คนที่มีทัศนคติเชิงบวกย่อมเป็นที่ต้อนรับของคนทุกกลุ่ม องค์กรเองก็ต้องการคนที่มองโลกแง่ดี มองเห็นโอกาสในปัญหาอยู่เสมอ และเข้าใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้วเวลาปฏิบัติงาน คนกลุ่มนี้มักจะทำได้ดีกว่าคนที่มีทัศนคติด้านลบ เนื่องจากมีใจเปิดกว้าง ไม่ตั้งแง่ก่อนลงมือทำ ไม่ค่อยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร และยินดีช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานด้วยความเต็มใจ สามารถประสานงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี3. พร้อมทุกสถานการณ์ เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ องค์กรส่วนใหญ่ต้องการพนักงานที่มีความพร้อมอยู่เสมอ และมีใจเปิดรับกับทุกโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน ทั้งภารกิจใหม่ ๆ ที่ได้รับมอบหมาย วิธีการทำงานใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในองค์กร โดยไม่กังวัลต่อภาระหน้าที่รับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ความท้าทาย อุปสรรคปัญหา และความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ปิดกั้นตัวเองแบบนี้ ก็ย่อมประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคนที่อยู่แต่ใน Comfort zone อย่างแน่นอน4. ทำงานเป็นทีมได้ ปรับตัวได้ดี งานในองค์กรไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยพนักงานเพียงคนเดียวฉันใด ทีมเวิร์กที่ดีก็เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรพึงปรารถนาฉันนั้น ทีมที่ประสบความสำเร็จต้องการคนที่มีความสามารถ รู้จักบทบาทหน้าที่ และมีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะผลักดันให้งานเดินหน้าและบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ พนักงานยังต้องปรับตัวได้ดีกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบันที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ทุกขณะ พนักงานที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูง ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ และพร้อมรับกับทุกการเปลี่ยนแปลง5. มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะในการทำงาน เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนต้องมีเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน เชื่อว่าพนักงานหลาย ๆ คนมีความรู้เพียงพอ และมีทักษะที่ดีในการทำงานกันอยู่แล้ว แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำงานก็คือความรับผิดชอบ และองค์กรส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการพนักงานที่มีความรับผิดชอบสูง มอบหมายงานอะไรให้ก็ทำงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เมื่อมีอุปสรรคปัญหาในการทำงาน พนักงานที่มีความรับผิดชอบสูงก็จะไม่ล้มเลิก และยังคงพยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ จนงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ6. มีใจรักในงาน และมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ ย่อมพึงพอใจกับการได้ร่วมงานกับคนที่มุ่งมั่นทุ่มเททำงาน เพราะพนักงานที่มีใจรักในงานที่ทำ และมีเป้าหมายที่จะทำงานให้สำเร็จอยู่เสมอ ย่อมไม่ทำงานแบบขอไปที ทำงานไปวัน ๆ โดยขาด passion จนนำไปสู่การลาออกจากงานในที่สุด นอกจากนี้ คนทำงานที่มี passion มักจะเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวก และความกระตือรือร้นอยู่เสมอ สร้างบรรยากาศการทำงานและภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีพลังและมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต7. สร้างจุดขาย มีความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขันขององค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เพียงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ อย่างแต่ก่อนอีกต่อไป สิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีก็คือ "จุดขาย" ที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ จึงจะได้เปรียบในเชิงธุรกิจ มีชัยเหนือคู่แข่ง พนักงานยุคใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติให้สอดรับกับกลยุทธ์ขององค์กร ด้วยการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ และคิดต่อยอดจากสิ่งที่องค์กรมีได้8. มีวินัย ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด เจ้านายทุกคนชอบลูกน้องที่มีวินัยในการทำงานสูง ตรงต่อเวลา และรักษาคำพูด พูดอะไรไว้หรือสัญญาอะไรก็ต้องทำได้ตามที่พูด คำไหนคำนั้น พนักงานที่ดีต้องมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง รับปากว่าจะทำอะไร จะส่งมอบงานแบบไหน เมื่อไหร่ ก็ต้องสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่ตกลงกันไว้อยู่เสมอ9. สุดยอดนักแก้ไขปัญหา อีกหนึ่งคุณสมบัติที่องค์กรต้องการในตัวพนักงาน คือ การกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ และคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังต้องสามารถคิดหาทางเลือกและทางออกได้มากกว่า 1 ทาง พร้อมตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้องค์กรได้อีกด้วย10.สุดยอดนักวางแผน งานทุกงานที่จะประสบความสำเร็จได้ดี ต้องมาจากการวางแผนอย่างรอบคอบและมีกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ องค์กรจึงต้องการคนที่สามารถกำหนดเป้าหมายในการทำงาน และสามารถวางแผนงานจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ทั้งกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่มา : www.jobsdb.com
อ่านเพิ่มเติม
เงินเดือน คืออะไร เงินเดือน คือ ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจ่ายเป็นประจำทุกเดือน เพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ จูงใจให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการใช้ความรู้ความสามารถทำงานให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่เงินเดือน กับ ค่าตอบแทน ต่างกันอย่างไร อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่า เงินเดือน คือค่าจ้างที่ผู้ปฏิบัติการได้รับเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งเงินเดือนนี้คือส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน ที่เราพึงจะได้รับจากบริษัทนั่นเอง เพราะค่าตอบแทนคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อจูงใจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความเท่าเทียมกันในองค์กร และสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ คือค่าตอบแทนคงที่ ประกอบด้วย เงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ ค่าครองชีพ โบนัสคงที่ เบี้ยประจำ (เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น) และค่าตอบแทนอื่น ๆ ในรูปแบบของตัวเงินที่จ่ายให้พนักงานในอัตราที่คงที่ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของเราตามคุณค่าของงานค่าตอบแทนผันแปร ประกอบด้วย ค่าเบี้ยเลี้ยง เงินรางวัล ค่าคอมมิชชั่น โบนัสตามผลงาน และค่าตอบแทนอื่น ๆ เพื่อตอบแทนที่พนักงานทำงานที่มอบหมายจนสำเร็จลุล่วง มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นผลงานและประสิทธิภาพในการผลักดันผลสัมฤทธิ์ของงานสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ มีทั้งที่อยู่ในรูปแบบของตัวเงิน และสิทธิประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล วันลา ที่จอดรถ การท่องเที่ยวประจำปี การอบรมเพิ่มทักษะฝีมือ เป็นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้สึกรักในองค์กรของพนักงาน ทั้งนี้ สัดส่วนค่าตอบแทนทั้งหมดที่เราได้รับ จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละองค์กร แต่ละตำแหน่ง เช่น ในตำแหน่งที่ต้องการคนมีศักยภาพสูงเข้าทำงาน จะมีฐานเงินเดือนสูงกว่าสวัสดิการและโบนัส เพื่อสร้างความรู้มั่นคงทางรายได้ให้กับพนักงาน ส่วนตำแหน่งงานที่ให้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สูงกว่าเงินเดือน จะเน้นสร้างความรัก ความผูกพัน และความภักดีของพนักงานที่มีต่อองค์กร เหล่านี้เป็นต้นเงินเดือนหรือค่าตอบแทน มีความสำคัญอย่างไรต่อคนทำงาน นอกจากเงินเดือนจะเป็นสิ่งที่บริษัทมอบให้กับพนักงานเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ แล้ว เงินเดือนหรือค่าตอบแทน ยังมีความสำคัญด้านอื่น ๆ ต่อคนทำงานด้วย ดังนี้1.เป็นแรงจูงใจในการทำงาน เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงินเดือน และค่าตอบแทน สร้างแรงจูงใจในการทำงานที่แตกต่างกัน โดยเงินเดือนเป็นเงินที่เราจะได้รับเป็นประจำทุกเดือน ช่วยสร้างความมั่นคงที่เรามีต่อบริษัท และแสดงให้เห็นว่าบริษัทเล็งเห็นในศักยภาพการทำงานของเราจึงจ่ายผลตอบแทนให้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ส่วนค่าตอบแทน เช่น ค่า Incentive ค่า Commission ช่วยจูงใจให้เราอยากพัฒนาตัวเองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำผลงานได้ดี ยิ่งได้ค่าตอบแทนสูง เป็นต้น2.ทำให้คนรู้สึกจงรักภักดีต่อองค์กร การที่บริษัทจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล มีความยุติธรรม ครอบคลุม และเพียงพอ จะทำให้พนักงานรู้สึกพึงพอใจ รู้สึกว่าบริษัทมีความเข้าใจ ใส่ใจ และห่วงใยพนักงานทุกคน ส่งผลให้พนักงานรู้สึกจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่มีความรู้สึกอยากลาออก และอยากทำงานร่วมกับบริษัทนี้ไปนาน ๆ3.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพนักงานแต่ละคนได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและเพียงพอต่อความต้องการในการดำเนินชีวิต มีสวัสดิการรองรับ สามารถซัพพอร์ตความต้องการของตนเองและครอบครัวได้ ย่อมส่งผลให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของพนักงานเป็นไปในทิศทางที่ดี การทำงานที่ได้รับมอบหมายก็จะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย4.แสดงถึงความมั่นคงและเสถียรภาพของบริษัท การที่บริษัทสามารถซัพพอร์ตเงินเดือนให้พนักงานได้ทุกเดือน และมีค่าตอบแทนให้พนักงานเพิ่มเติม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีผลประกอบการของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ดี มีการวางแผนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พนักงานมีความเชื่อถือในบริษัทที่ทำอยู่ว่ามีเสถียรภาพที่ดี ค่อนข้างมั่นคง และสามารถทำงานที่นี่ได้ในระยะยาวแล้วถ้างานเพิ่มขึ้น จะขอขึ้นเงินเดือนอย่างไร ในกรณีที่เราประเมินภาระงานของเรากับเงินเดือนแล้ว เห็นว่าไม่สอดคล้องกันจนทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงานเพิ่มขึ้นแต่เงินเดือนเท่าเดิม หรือมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่มีภาระงานมากขึ้นแต่ไม่มีการขึ้นเงินเดือน การเดินไปปรึกษาหัวหน้างานก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเดินเข้าไปปรึกษาเลยโดยไม่เตรียมตัวหรือไม่มีหลักการใดรองรับ เพราะนั่นอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเราเองได้ หากตัดสินใจแล้วว่าอยากลองสักตั้ง อยากลองคุยกับหัวหน้างานเรื่องการขึ้นเงินเดือนดูสักครั้ง เรามีวิธีปฏิบัติมาแนะนำให้นำไปปรับใช้ ดังนี้1.ประเมินศักยภาพตนเองเบื้องต้น ก่อนจะเดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องปริมาณงานและเงินเดือน เราต้องประเมินตัวเองเบื้องต้นก่อนว่าเมื่อเริ่มทำงานเรามาทำในตำแหน่งอะไร ขอบเขตงานมีอะไร ได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับตอนนี้ว่าเรายังทำตำแหน่งเดิมไหม มีประสบการณ์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ผลงานเป็นที่น่าพึงพอใจแค่ไหน ได้รับคำติชมอะไรจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานบ้าง และตอนนี้เราได้เงินเดือนเท่าไหร่ สมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อประเมินและวิเคราะห์เปรียบเทียบเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้จดบันทึกไว้กันลืมด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่เราจะนำไปใช้ในการคุยกับหัวหน้าในขั้นตอนต่อไป2.หาจังหวะคุยที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่การประเมินเงินเดือนของแต่ละบริษัท มักจะเริ่มช่วงปลายปี เพราะถือเป็นการประเมินผลงานของเราตลอดทั้งปีเพื่อพิจารณาว่าควรขึ้นเงินเดือนหรือไม่ หรือควรขึ้นเท่าไหร่ จังหวะนี้เองเราสามารถขอเจรจาปรึกษาหัวหน้าได้ อีกจังหวะหนึ่งที่สามารถคุยเรื่องการขึ้นเงินเดือนได้คือ หลังจากเราทำโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จลุล่วง หรือมีผลงานที่เป็นที่น่าพอใจของบริษัท ข้อแนะนำอีกหนึ่งอย่าง คือ ควรเลือกช่วงที่หัวหน้าอารมณ์ดี ไม่มีเรื่องตึงเครียด และผลประกอบการของบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี รวมไปถึงควรเลือกสถานที่ผ่อนคลาย และบรรยากาศดี ก็จะช่วยให้การพูดคุยราบรื่นขึ้นยิ่งขึ้นได้3.ไม่ควรระบุเงินเดือนที่ต้องการ การระบุจำนวนเงินเดือนที่ต้องการในการเจรจา อาจทำให้เราได้ขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้จริง ๆ ก็เป็นได้ ในระหว่างการพูดคุย ควรแสดงให้หัวหน้าเห็นว่าบริษัทจะได้ประโยชน์อะไรจากการขึ้นเงินเดือนให้เรา เพื่อให้หัวหน้าหรือบริษัทเป็นฝ่ายประเมินเงินเดือนที่เราควรจะได้รับจะดีกว่า เพราะจำนวนเงินเดือนเป็นเรื่องที่สามารถยืดหยุ่นได้ และบางครั้งบริษัทอาจมอบสวัสดิการอื่น ๆ ที่เหมาะสมกว่าให้เราแทน เช่น ได้วันหยุดเพิ่ม ได้เข้าอบรมหรือเข้าคอร์สเพิ่มทักษะใหม่ ๆ ได้ไปศึกษาดูงาน ฯลฯ4.สุภาพ นอบน้อม รู้จังหวะ ไม่รีบร้อน อย่าลืมว่าจุดประสงค์หลักของเราคือการเจรจาต่อรองกับหัวหน้าเรื่องการขึ้นเงินเดือนให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่ได้รับ ดังนั้น ควรเลือกใช้น้ำเสียงและจังหวะการพูดที่นอบน้อม เรียบร้อย เป็นเหตุเป็นผล มีความมั่นใจ และค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มการพูดคุยด้วยความทุ่มเทและผลงานดี ๆ ของเราที่ผ่านมา ภาระงานตอนนี้ของเรามีอะไรบ้าง เรามีความรักในงานที่ทำ ดีใจที่ได้ร่วมงานกับหัวหน้า และการทำงานจะดียิ่งกว่านี้ถ้ามีการปรับขึ้นเงินเดือนของเราให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมา เพราะเราเชื่อว่าเรามีศักยภาพเพียงพอ เป็นต้น แนะนำว่าระหว่างการพูดคุยให้พยายามสร้างบรรยากาศให้เป็นไปในแง่บวก เพื่อโน้มน้าวให้หัวหน้าคล้อยตามเหตุและผลที่เรานำเสนอไป ควรใช้คำว่า “และ” เพื่อเสริมเหตุผลของเราไปเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการพูดคำว่า “แต่” เพราะอาจทำให้การเจรจาที่กำลังไหลลื่นเกิดสะดุดขึ้นมาได้5.ไม่ควรกดดันรีบขอคำตอบ ไม่ว่าในการเจรจาใด ๆ การคาดคั้นขอทราบคำตอบแบบทันทีทันใดย่อมสร้างบรรยากาศกดดันให้กับคู่สนทนาทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ที่ขอเจรจาเลย เพราะอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร ในกรณีการขอขึ้นเงินเดือน เราควรสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกลาง เป็นการพูดคุยด้วยเหตุและผล โฟกัสแค่เฉพาะเรื่องงาน ไม่มีปัญหาเรื่องส่วนตัวเข้ามาปะปน เช่น ต้องการขึ้นเงินเดือนเพราะมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น เป็นต้น และเมื่อเข้าประเด็นเรื่องการขึ้นเงินเดือน ให้จบการสนทนาด้วยการให้หัวหน้าหรือฝ่าย HR เป็นฝ่ายพิจารณาปรับขึ้นตามความเหมาะสม6.เตรียมแผนสำรอง ข้อควรระวังในการขอขึ้นเงินเดือนคือ ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจริงอย่างที่ขอไป หรือจะได้พิจารณาขึ้นเงินเดือนในเร็ววัน เพราะแต่ละบริษัทมีขั้นตอนแตกต่างกัน ช้าบ้างเร็วบ้าง หรือบางทีบริษัทอาจมีเหตุผลที่จะไม่ขึ้นเงินเดือนให้เราตามที่ขอไปก็ได้ ข้อแนะนำคือ หลังจากคุยกับหัวหน้าแล้วควรหมั่นติดตามผล คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงอยู่ห่าง ๆ และไม่ควรเดินไปทวงถาม หากผ่านไปเป็นระยะเวลานานยังไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน หรือได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ ลองขอนัดเจรจากับหัวหน้าอีกครั้ง เสนอตัวเลขใหม่ที่น่าจะตกลงกันได้ หรือเสนอเป็นสวัสดิการอื่นที่จะเอื้อให้เราทำงานได้ดีขึ้นเพิ่มเติม จะเห็นได้ว่า เงินเดือนคือสิ่งตอบแทนที่เราได้รับจากการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หากงานเพิ่มขึ้นเราก็สามารถเจรจาเพื่อขอขึ้นเงินเดือนให้สอดคล้องกับปริมาณงานได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพียงแค่เราจำเป็นต้องเลือกโอกาสและช่วงเวลาในการพูดคุยให้เหมาะสม เมื่อทุกอย่างลงล็อก การขอขึ้นเงินเดือนก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
การสัมภาษณ์งานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้สมัครงานทุกคนต้องเผชิญ บทความนี้จะแนะนำคำถามยอดฮิตที่มักพบในการสัมภาษณ์งาน พร้อมแนวทางการตอบเพื่อสร้างความประทับใจ1. ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อยวัตถุประสงค์: เพื่อทำความรู้จักตัวตนและประสบการณ์ของผู้สมัครแนวทางการตอบ: แนะนำตัวเองโดยย่อ เน้นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน2. ทำไมคุณถึงสนใจงานนี้?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินแรงจูงใจของผู้สมัครแนวทางการตอบ: พูดถึงแรงบันดาลใจและความชื่นชมต่อองค์กรและตำแหน่งงาน พร้อมระบุว่าคุณสามารถเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับทีมได้3. คุณมีจุดแข็งอะไรบ้าง?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความสามารถที่โดดเด่นของผู้สมัครแนวทางการตอบ: ระบุจุดแข็งที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง พร้อมอธิบายด้วยตัวอย่างที่ชัดเจน4. จุดอ่อนของคุณคืออะไร?วัตถุประสงค์: เพื่อดูว่าผู้สมัครรู้จักตัวเองดีแค่ไหนแนวทางการตอบ: เล่าจุดอ่อนที่ไม่กระทบงานมากนัก พร้อมบอกวิธีแก้ไขหรือพัฒนาตัวเอง5. ทำไมเราควรจ้างคุณ?วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้สมัครแสดงคุณค่าของตัวเองแนวทางการตอบ: อธิบายว่าทำไมคุณเหมาะสมกับงาน ทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ และความตั้งใจ6. คุณเคยเผชิญความล้มเหลวหรือไม่? คุณจัดการอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อดูวิธีการรับมือกับปัญหาแนวทางการตอบ: เล่าประสบการณ์ความล้มเหลว พร้อมบอกสิ่งที่คุณเรียนรู้และพัฒนาจากเหตุการณ์นั้น7. คุณมีเป้าหมายในอาชีพอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความมุ่งมั่นในสายงานแนวทางการตอบ: บอกเป้าหมายในระยะสั้นและระยะยาวที่สอดคล้องกับตำแหน่งและองค์กร8. คุณทำงานภายใต้ความกดดันได้หรือไม่?วัตถุประสงค์: เพื่อดูความสามารถในการจัดการอารมณ์แนวทางการตอบ: ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่คุณจัดการความกดดันได้ดี พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นบวก9. คุณมีคำถามอะไรสำหรับเรา?วัตถุประสงค์: เพื่อดูความสนใจและการเตรียมตัวของผู้สมัครแนวทางการตอบ: เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจ เช่น โอกาสในการพัฒนาทักษะหรือวัฒนธรรมองค์กร10. คุณเคยทำงานเป็นทีมอย่างไร?วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นแนวทางการตอบ: ยกตัวอย่างโครงการที่คุณทำงานเป็นทีม พร้อมบอกบทบาทและผลลัพธ์ที่สำเร็จที่มา : www.jobth.com
อ่านเพิ่มเติม
บุคคลิกภาพกับการเลือกอาชีพและการศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเองการเลือกอาชีพและสาขาวิชาที่จะศึกษา ให้เหมาะสมกับตัวเองโดยเน้นเรื่องบุคลิกภาพ บุคคลแต่ละบุคคลย่อมมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน แต่ละคนจะมี ลักษณะที่ชี้เฉพาะตนไม่ว่ารูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ หรือนิสัยใจคอ มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “บุคลิกภาพ” คือ ลักษณะส่วนรวมของ บุคคล ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่ปรากฏทางร่างกาย นิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมรวมของบุคคลนั้น ซึ่งได้รวมอยู่ด้วยกันอย่างผสมกลมกลืนในตัว บุคคลนั้น รวมถึงสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ สิ่งที่เขาสนใจและไม่สนใจ เป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิตของเขา ความสามารถด้านต่าง ๆ ของเขาลักษณะของบุคลิกภาพเฉพาะของแต่ละคนนั้น หากบุคคลรู้จักและเข้าใจบุคลิกภาพจนสามารถมองตนได้ตามสภาพความเป็นจริงย่อม ช่วยให้บุคคล ตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิต การศึกษา และอาชีพได้อย่างสอดคล้องกับตัวเองมากที่สุดบุคลิกภาพสำคัญอย่างไรบุคลิกภาพนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง1. ทางกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตาดี ย่อมส่งผลให้ผู้สัมภาษณ์สนใจได้บ้าง และตนเองก็มีความภูมิใจมั่นใจยิ่งถ้ามีสุขภาพที่แข็งแรงว่องไวในการทำงาน ยิ่งน่าประทับใจ2. ทางสมอง สมองดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็จะทำให้เขามีความทรงจำดีเชาวน์ปัญญาดี แต่ต้องเป็นผลจากการศึกษาอบรมพื้นฐานด้วย3. ความสามารถ อาศัยประสบการณ์ และความถนัดจากการฝึกฝน4. ความประพฤติ เป็นผู้อยู่ในศีลธรรม สุภาพอ่อนโยน มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่เป็นปฏิปักษ์กับสังคม5. ชอบเข้าสังคมมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น การแสดงออกต่อเพื่อนฝูง ไม่เห็นแก่ตัว มีน้ำใจต่อผู้อื่นไม่อวดตัว6. อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่ฉุนเฉียว อดกลั้นโทสะได้7. กำลังใจ เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็ง ไม่ท้อถอย ไม่เสียขวัญง่ายบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพเพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพ โดยบุคคลจะเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตน บุคลิกภาพเฉพาะอย่างมีความสัมพันธ์กับอาชีพ เฉพาะอย่าง ทฤษฎีการเลือกอาชีพของ “จอห์นแอล ฮอลแลนด์”1. แนวคิดพื้นฐาน 4 ประการประการที่ 1 อาชีพเป็นเครื่องแสดงออกทางบุคลิกภาพ บุคคลจะเลือกอาชีพใดย่อมแสดงว่าบุคลิกภาพของ เขาจะปรากฏออกมาในทิศทางเดียวกันประการที่ 2 บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีความสัมพันธ์กับชนิดของสิ่งแวดล้อมในการทำงานของ บุคคลนั้น ดังนั้น บุคคลจึงมีแนวโน้มจะหันเข้าหางาน หรืออาชีพที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของเขาประการที่ 3 บุคคลจะค้นหาสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เขาได้ฝึกทักษะ และใช้ความสามารถของเขา ทั้งยัง เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงเจตคติ ค่านิยม และบทบาทของเขาฃประการที่ 4 บุคลิกภาพของสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ดังนั้น เมื่อสามารถ ทราบบุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อมของบุคคลแล้ว ก็จะทำให้ทราบผลที่จะติดตามมาของบุคคลนั้นด้วย เช่น การเลือกอาชีพ ความสำเร็จในอาชีพ ตลอดจนทั้ง พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการศึกษาอาชีพและสังคมด้วย2. สาระของทฤษฎีสรุปทฤษฎีของเขาไว้ 4 ประการดังนี้ คือ2.1 ในสังคมของวัฒนธรรมตะวันตก สามารถแบ่งบุคคลออกตามลักษณะของบุคลิกภาพได้ 6 ประเภท คือ พวกชอบเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม (Realistic) พวกที่ชอบเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ใช้ความคิด การแก้ปัญหา (Intellectual) พวกชอบเข้าสังคม (Social) พวกชอบระเบียบแบบแผน (Conventional) พวกที่มีความทะเยอทะยาน ชอบมีอำนาจ (Enterprising) และพวกชอบศิลปะ (Artistic)2.2 บรรดาอาชีพต่าง ๆ นั้น สามารถแบ่งตามลักษณะและสภาพแวดล้อมได้ 6 ชนิด ซึ่งสอดคล้องกับบุคลิกภาพของคนทั้ง 6 ประเภท2.3 บุคคลย่อมแสวงหาสภาพแวดล้อมและอาชีพ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความสามารถและทักษะ เพื่อแสดงออกถึงค่านิยมและทัศนคติ ตลอดจนการ มีบทบาทที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง2.4 พฤติกรรมของบุคคลสามารถอธิบายได้จากปฏิกิริยาระหว่างแบบฉบับแห่งพฤติกรรมของ เขากับสภาพแวดล้อมของเขาท่านมีแนวถนัดด้านใดบ้างคนเรานั้นมีความถนัดในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลาย ๆ สิ่งด้วยกันทุกคน แต่มีระดับความสามารถมากน้อยแตกต่างกันไป บางคนมีความถนัดใน การทำงานหลาย ๆ ด้าน แต่บางคนมีความถนัดในการทำงานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะความถนัดก็คือ ระดับความสามารถของบุคคล ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ โดยที่บุคคลนั้น ๆ ได้รับการฝึกอบรม หรือมีประสบการณ์ในงานนั้นๆ มาคู่กัน และสามารถที่จะนำ ประสบการณ์หรือความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมนั้นไปใช้ให้ เป็นประโยชน์ สำหรับการสำรวจตัวท่านเองว่าเป็นคนอย่างไร มีบุคลิกภาพอย่างไร ตลอดจนพฤติกรรมและลักษณะที่เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย มีความเชี่ยวชาญ ชอบงาน ประเภทใด และมีความถนัดทางด้านใด จะช่วยให้เราสามารถมองภาพที่เป็นตัวเองได้ทั้งหมดจอห์น แอล ฮอลแลนด์ ได้จำแนกประเภทอาชีพตามบุคลิกภาพของบุคคลออกเป็น 6 กลุ่ม ซึ่งสามารถตัดสินใจก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพดังนี้ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบนี้ จะชอบกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลังชอบทำจักรกล ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสังคมกับบุคคลอื่น ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของผู้อื่น ค่อนข้างก้าวร้าว มีลักษณะเป็นชาย มีค่านิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง ในรูปแบบที่มีระเบียบแบบแผนยึดถือประเพณีนิยมลักษณะเด่นของบุคลิกภาพมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความอดทน มีความบากบั่น กล้าแสดงผลงาน ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธภาพทางสังคมกลุ่มที่ 2 บุคลิกภาพแบบที่ต้องใช้เชาวน์ปัญญาและความคิดนักวิชาการ หรือผู้ใช้กิจกรรมทางปัญญาในการแก้ปัญหา และแสวงหาความรู้ (Investigative)ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกแบบนี้จะชอบคิด สังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ชอบแก้ปัญหา ชอบใฝ่หาความรู้ มีหลักการ ชอบทำงานที่สลับซับซ้อน มากกว่าเป็นผู้ลงมือทำ ไม่ติดประเพณีนิยมหลีกเลี่ยงการค้า การชักชวน การเข้าสังคมและการเลียนแบบลักษณะเด่นมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดเห็นรุนแรง มีความบากบั่นอุทิศเวลาให้กับงาน เก็บตัวไม่ใคร่สนใจการประเมินตนเองมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบเอาอย่างใครสูง มีความร่าเริงต่ำกลุ่มที่ 3 บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ (Artistic)ลักษณะโดยทั่วไปผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ชอบกิจกรรมเกี่ยวกับนามธรรม เป็นอิสระ รักความงาม มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบใช้ชีวิตและกิจกรรมแบบตามลำพังไม่ค่อยควบคุมตัวเอง มักทำตามใจที่ตนปรารถนา มีความต้องการแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตัวของตัวเอง ชอบงานทางศิลปะ ไม่ชอบเลียนแบบ มีความคิดริเริ่ม หลีกเลี่ยงงานประเภทใช้ระเบียบแบบแผนลักษณะเด่นของบุคลิกภาพมีสุนทรีย์ มีศิลปะ ชอบคิดคำนึง ชอบครุ่นคิดคนเดียว เก็บตัวการประเมินตนเองมีความเป็นอิสระสูง มีความเข้าใจในตนเองสูง มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความสามารถในการแสดงความรู้สึกกลุ่มที่ 4 บุคลิกภาพที่ชอบสมาคม สังคมกับบุคคลอื่น มีความสนใจสังคม (Social)ลักษณะโดยทั่วไปผู้มีบุคลิกภาพแบบนี้ชอบติดต่อกับคน ชอบสนทนา ชอบให้ความรู้ สอนผู้อื่น ชอบแสดงตัวร่าเริง มีความรับผิดชอบ มีทักษะทางภาษา ต้องการความสนใจ ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น มีลักษณะเป็นผู้หญิง หลีกเลี่ยงการใช้ความคิดทางปัญญา มีแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงความรู้สึก หลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ หรือทางวิทยาศาสตร์ลักษณะเด่นของบุคลิกภาพชอบสมาคม ร่าเริง ชอบเที่ยว รักษาประเพณี มีความรับผิดชอบ มีอำนาจอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นๆ มีลักษณะท่าทาง นิสัยเป็นหญิงกลุ่มที่ 5 บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ มีธรรมชาติที่ชอบทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ (Enterprising)ลักษณะโดยทั่วไปจะมีลักษณะของความเป็นผู้นำ มีความคิดริเริ่ม มีความเชื่อมั่นในตัวเองกล้าโต้แย้ง กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะทดลอง มีความเป็นอิสระ มีความสนใจอำนาจ มีความก้าวร้าวทางวาจา มีทักษะในการเจรจา มักหลักเลี่ยงสภาพการณ์ที่ต้องใช้กำลังทางปัญญาอันยาวนาน ไม่ชอบกิจกรรมที่เป็นระเบียบแบบแผนลักษณะเด่นกล้าคิดกล้าทำ ชอบวางแผน ชอบสมาคม มีอำนาจเหนือผู้อื่น ร่าเริง สนุกสนาน ทำตามอารมณ์ ไม่ชอบใช้กำลังความคิดอันยาวนานการประเมินตนเองมีความเป็นผู้นำ ชอบการสมาคม มีความก้าวร้าว มีความเข้าใจตนเองกลุ่มที่ 6 บุคลิกภาพแบบที่ทำตามระเบียบแบบแผน (Conventional)ลักษณะโดยทั่วไปมักชอบใช้กิจกรรมเป็นรูปธรรมและกิจกรรมทางภาษายึดถือประเพณี ชอบทำตามระเบียบแบบแผนมากกว่าการริเริ่มด้วยตนเอง เป็นพวกวัตถุนิยมและ เจ้าระเบียบ ชอบการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบเลียนแบบ เป็นผู้ตามลักษณะเด่นอาศัยผู้อื่น รักษาระเบียบประเพณีการประเมินตนเองมีจิตใจที่ทำอะไรทำจริง เคร่งครัดในระเบียบแบบแผนที่มา : กระทรวงแรงงาน
อ่านเพิ่มเติม
ในยุคที่โลกหมุนเร็วเหมือนกดปุ่มFast-Forward เทคโนโลยีใหม่ๆ และAI (ปัญญาประดิษฐ์) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานเราไปแล้ว คำถามสำคัญคือ... ทักษะที่เรามีในวันนี้ จะยังดีพอสำหรับโลกการทำงานในปี2026 หรือไม่?การUpskill (ต่อยอดทักษะเดิม)และReskill (สร้างทักษะใหม่)ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "ทางรอด" ของคนทำงานยุคใหม่ วันนี้จะมา "เปิดโผ"6ทักษะดิจิทัลสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณไม่ใช่แค่ "อยู่รอด" แต่ยัง "เติบโต" และเป็นที่ต้องการตัวในตลาดแรงงานแห่งอนาคต!1.การใช้และสั่งการ AI (AI Literacy & Prompt Engineering)ในเมื่อAI คือผู้ช่วยคนใหม่ การ "คุย" กับAI ให้รู้เรื่องจึงเป็นทักษะสำคัญ ไม่ใช่แค่การใช้ChatGPT ถามตอบ แต่คือการเขียนคำสั่ง (Prompt) ที่เฉียบคม เพื่อให้AI ช่วยสร้างสรรค์งาน, วิเคราะห์ข้อมูล, หรือสรุปงานที่ซับซ้อนให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.การตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)ยุคนี้เลิกใช้ "ความรู้สึก" นำทาง! องค์กรต้องการคนที่สามารถอ่านข้อมูลพื้นฐาน, ทำความเข้าใจกราฟ, และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้ ทักษะนี้จะเปลี่ยนคุณจาก "คนทำงาน" ให้กลายเป็น "นักกลยุทธ์"3.ความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Awareness)เมื่อทุกอย่างออนไลน์ ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที การรู้เท่าทันPhishing, การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย, และการใช้งานWi-Fi สาธารณะอย่างระมัดระวัง คือทักษะพื้นฐานที่ช่วยป้องกันความเสียหายมหาศาลให้กับองค์กรได้4.การตลาดดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ (Digital Marketing & E-commerce)ไม่ว่าคุณจะอยู่แผนกไหน การเข้าใจวิธีการทำงานของโลกออนไลน์, การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย, หรือหลักการของแพลตฟอร์มE-commerce จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้มากขึ้น5.การบริหารโปรเจกต์ดิจิทัล (Digital Project Management)ทักษะการใช้เครื่องมือทำงานร่วมกันทางไกล (Remote Collaboration Tools) และการบริหารจัดการโปรเจกต์ให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดเวลาในยุค Hybrid Working6.การสร้างสรรค์คอนเทนต์ดิจิทัล (Digital Content Creation)ความสามารถในการสื่อสารไอเดียผ่านรูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำสไลด์นำเสนอที่น่าสนใจ, การตัดต่อวิดีโอสั้นๆ, หรือการเขียนบทความสรุปที่เข้าใจง่าย คือทักษะที่จะทำให้งานของคุณโดดเด่นและน่าสนใจกว่าใครที่มา : https://www.jobbkk.com
อ่านเพิ่มเติม
1.วิเคราะห์งาน ฝ่ายบุคคล หรือHR บริษัทมักจะระบุคุณสมบัติของผู้สมัครงานและรายละเอียดงานต่าง ๆ การวิเคราะห์งานจึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์งาน เพื่อให้คุณตรวจสอบรายละเอียดของงาน และพิจารณาว่าบริษัทกำลังมองหาอะไรในตัวของผู้สมัคร2.วิเคราะห์ตัวเอง การรู้วิเคราะห์ตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้เรารู้จักตัวเองได้มากขึ้นและรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ขอบอกเลยว่าจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง เป็นคำถามยอดฮิตที่HR มักจะถามในการสัมภาษณ์งานเลย3.ศึกษาข้อมูลของบริษัท ก่อนไปทำการสัมภาษณ์งาน ควรที่จะศึกษาข้อมูลของบริษัทที่คุณกำลังที่จะไปสัมภาษณ์งานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะช่วยให้คุณเตรียมคำตอบเกี่ยวบริษัท เนื่องจากหลาย ๆ ครั้งผู้สัมภาษณ์มักจะถามคำถามเกี่ยวกับบริษัท หรืออาจจะถามว่า “คุณรู้จักบริษัทที่สมัครงานดีแค่ไหน” และยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณสนใจในงานและบริษัทนั้นมากน้อยแค่ไหนอีกด้วย4.ฝึกซ้อมสัมภาษณ์งาน การฝึกซ้อมสัมภาษณ์ช่วยให้คุ้นเคยกับการสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมหน้ากระจก การตั้งกล้องเพื่อบันทึกวิดีโอ หรือซ้อมกับเพื่อนก็ตาม เพื่อดูว่าบุคลิกภาพของคุณเวลาสัมภาษณ์แสดงออกเป็นแบบไหน น้ำเสียงขณะสัมภาษณ์เป็นอย่างไร เพื่อให้แก้ไขได้อย่างถูกต้องและตรงจุด5.เตรียมการแต่งกายให้พร้อม สิ่งแรกผู้สัมภาษณ์หรือHR จะสังเกตเห็นเกี่ยวกับตัวคุณ คือการแต่งกายและบุคลิกภาพภายนอก การแต่งกาย แต่งหน้า รวมไปถึงการทำผมที่เหมาะสมและสุภาพนั้น ช่วยทำให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้หากคุณเลือกโทนหรือเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวคุณยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวคุณได้อีกด้วย6.เตรียมคำถามเพื่อถามHRหรือผู้สัมภาษณ์ การถามคำถามของผู้สมัคร สำคัญไม่แพ้กับการตอบคำถาม เชื่อว่าก่อนจบในการสัมภาษณ์งานทุกครั้งผู้สมัครก็มักจะเจอคำถาม “คุณมีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม” หลาย ๆ ท่านคงตอบปฏิเสธไปว่า “ไม่มีคำถาม” รู้หรือไม่ว่าคำถามนี้ หากคุณถามคำถามได้ดีถือว่าเป็นโอกาสทองที่ดีสำหรับผู้สมัครเลยก็ว่าได้ ดังนั้นควรที่จะเตรียมคำถามสำหรับถามHR ให้เป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงคำถามที่เกี่ยวกับการซุบซิบในที่ทำงาน7.เตรียมเอกสารให้พร้อม นอกจากการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานแล้ว ในการไปสัมภาษณ์ทุกครั้ง ควรที่จะเตรียมเอกสารให้พร้อม เช่น แฟ้มสะสมผลงานResume เอกสารทางการศึกษา และเอกสารแสดงตัวตน เป็นต้น เอกสารที่เตรียมไปนั้นควรเตรียมไปเผื่อ2-3 ชุด พร้อมทั้งเซ็นรับรองให้เรียบร้อย7เทคนิคการสร้างความประทับใจในการสัมภาษณ์งาน1.พูดชัดถ้อยชัดคำ ส่งผลดีต่อบุคลิกภาพและการสื่อสารที่ดีของผู้สมัคร อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการพูด ที่สำคัญควรเรียบเรียงการตอบคำถามหรือคำพูดให้ดี2.เลือกการใช้ระดับภาษาที่เหมาะสม ควรเลือกใช้ภาษาในการสื่อสารให้เหมาะสม ไม่ควรเป็นทางการจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรพูดเล่นหรือติดตลกมากเกิน เพราะจะทำให้คุณหมดความน่าเชื่อถือ3.ให้ความสำคัญกับภาษากาย ภาษากาย หรืออวัจนภาษา มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่า “คุณเป็นคนอย่างไร” หากคุณแสดงภาษากายไม่เหมาะสมก็จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของคุณไม่ดีไปด้วย4.ไม่แสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อที่ทำงานเก่าหรือนายจ้างเก่า ในการสัมภาษณ์งานคุณไม่ควรแสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อที่ทำงานเก่าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้คุณดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ อีกทั้งยังส่งผลให้คะแนนติดลบไปอีก5.ตั้งใจฟังคำถาม และเป็นผู้ฟังที่ดี ในระหว่างการสัมภาษณ์งานคุณควรที่จะตั้งใจฟังคำถามและในช่วงที่ผู้สัมภาษณ์หรือ HR อธิบายลักษณะงาน เพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและความสนใจในการทำงาน6.รู้จักตั้งคำถาม การสัมภาษณ์งานที่ดีนอกจากเป็นผู้ฟังที่ดีแล้ว คุณไม่ควรปล่อยให้ผู้สัมภาษณ์อธิบายงานหรือถามเพียงฝ่ายเดียว หากมีโอกาสได้ถามหรือผู้สัมภาษณ์เปิดโอกาสให้คุณถามคำถาม คุณควรที่จะตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อแสดงความกระตือรือร้นต่องาน7.มีสติในการตอบคำถามทุกครั้ง การมีสติช่วยให้ลดความประหม่า และความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นกับคุณได้ ดังนั้นคุณควรตั้งสติและคิดอย่างรอบคอบก่อนตอบคำถามทุกครั้งสรุปสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งาน การเตรียมตัวสัมภาษณ์งานช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้สมัคร นอกจากนี้คุณสามารถประเมินความสามารถของตนเอง และปรับปรุงบุคลิกภาพขณะสัมภาษณ์งานผ่านการฝึกซ้อมได้ด้วย สุดท้ายนี้ ไม่มีการสัมภาษณ์งานใดที่ทำให้คุณเสียเวลา แม้ว่าจะได้งานหรือไม่ได้งาน หรือแม้กระทั่งงานดังกล่าวไม่เหมาะสมกับคุณก็ตาม การสัมภาษณ์งานทุกครั้งเป็นการเปิดโอกาสในคุณได้ฝึกฝนทักษะการพูดและการสัมภาษณ์ไปในตัวที่มา: https://www.humansoft.co.th/th/blog/prepare-for-a-job-interview
อ่านเพิ่มเติม
ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บทบาทของการเป็นผู้นำในยุคนี้ไม่ใช่แค่เพียงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ แต่คือการสร้าง ‘ความพร้อม’ ให้องค์กรพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายด้านAI, ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน ล้วนเป็นแรงกดดันใหม่ที่ทำให้องค์กรไม่อาจพึ่งพา “ความแข็งแกร่ง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ความมั่นคงในวันนี้อาจเกิดขึ้นจาก “ความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่น” อยู่เสมอปี2025 จึงเป็น ปีแห่งการลงมือทำ เพื่อสร้างความพร้อมสำหรับอนาคตในปี2026บทความนี้Skooldio ได้สรุป5 หลักคิดสำคัญของ Future-Ready CEO พร้อมแนวทางปฏิบัติจริงที่จะช่วยให้คุณพาองค์กรก้าวผ่านความไม่แน่นอนด้วยความมั่นใจ5 หลักคิดของผู้นำพร้อมรับปี 20261. เปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกล้าหาญ (Embrace Bold Transformation)ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว IBM ชี้ว่าCEO ต้องมีความกล้าหาญเป็นแกนหลัก กล้าที่จะโอบรับทั้งความเสี่ยงและโอกาสสร้างทีมที่กล้าลองผิดลองถูก กล้าทดลอง เรียนรู้ ปรับความเร็วให้เหมาะสม ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ เพื่อเดินหน้าต่อไป2. นำทีมใช้AI อย่างมีกลยุทธ์ (Strategically Lead the AI Revolution)AI คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รายงานจากMIT CISR ระบุว่า บริษัทที่มีบอร์ดบริหารที่เข้าใจทั้งDigital และAIสามารถสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง10.9%McKinsey ยังสรุปบทเรียนสำคัญจากWorld Economic Forum ที่Davos ว่าGenerative AI คือโอกาสที่มีมูลค่าสูงถึง4.4 ล้านล้านดอลลาร์ และมีพลังในการพลิกโฉมทั้งองค์กร แต่ความท้าทายคือมีเพียง11% ของโปรเจกต์gen AI pilots เท่านั้นที่สามารถขยายผลได้จริง (“only 11 percent of gen AI pilots actually scale”- McKinsey & Company)สิ่งที่CEO ต้องทำจึงไม่ใช่แค่ทดลองAI แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรโดยเน้นโปรเจกต์ที่ให้ผลลัพธ์และROI ชัดเจนนอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือเรื่อง ข้อมูล เพราะข้อมูลคือรากฐานของAI หากองค์กรไม่มีโครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรงการลงทุนด้าน AI อาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น3. สร้างองค์กรให้คล่องตัว รับมือความเปลี่ยนแปลง (Cultivate Strategic Agility in a Volatile World)ในโลกที่ผันผวนและคาดเดายาก ผู้นำควรติดตามความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เศรษฐกิจ หรือภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ฯลฯ เพื่อประเมินทั้งโอกาสและความเสี่ยงได้ก่อนคู่แข่งนอกจากนี้การวางกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับความเป็นไปได้ที่หลากหลาย จะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง โดยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันและไม่พลาดโอกาส ในตลาดเกิดใหม่ พร้อมกันนั้นยังคงเสริมความแกร่งในตลาดเดิมได้อย่างยั่งยืน4. ลงทุนในคนและวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับอนาคต (Invest in Future-Ready People and Culture)Future of Jobs Report 2025 โดยWorld Economic Forum คาดการณ์ว่าจะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นสุทธิ78 ล้านตำแหน่งภายในปี2030 แต่39% ของทักษะสำคัญจะเปลี่ยนแปลงไปดังนั้นผู้นำควรปิดช่องว่างนี้ด้วยการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงความรู้ที่เป็นเชิงทฤษฎีให้พวกเขาสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้จริงในงานนอกจากนี้อีกหนึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญในองค์กรคือ ผู้จัดการ ที่ผู้นำจำเป็นต้องลงทุนในการฝึกอบรมไม่เพียงแค่เรื่องเครื่องมือAI แต่รวมไปถึงการพัฒนาhuman skills ต่าง ๆ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ, การcoaching, strategic problem-solving เป็นต้นผู้จัดการจะกลายเป็นผู้ที่ดูแลการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด5. ผสานความยั่งยืนและความยืดหยุ่น (Integrate Sustainability & Resilience)ในเดือนตุลาคม2024 PwC Pulse Survey รายงานว่า64% ของผู้บริหารมองว่า Climate Change เป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจในระดับปานกลางถึงรุนแรง เพิ่มขึ้นจาก61% ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันPwC ยังระบุว่า “Sustainability unlocks enormous opportunities.”หากมองให้ลึก ความยั่งยืนยังเปิดประตูสู่ โอกาสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตในตลาดที่เกิดใหม่ การดึงดูดลูกค้าและพนักงานกลุ่มใหม่ ที่จะร่วมกันสร้างองค์กรที่ให้คุณค่ากับStakeholders อย่างแท้จริงนอกจากนี้ท่ามกลางโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการ เสริมความยืดหยุ่นให้องค์กรรายงานจากEY ซึ่งสำรวจcorporate directors เกือบ500 คนจาก7 ประเทศในทวีปอเมริกา พบว่าในปี2025 บอร์ดบริหารจะให้ความสำคัญกับ4 เรื่องหลัก เพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับความไม่แน่นอนและการTransformation ได้แก่:Capital StrategyTechnological Security & InnovationGeopolitical Scenario PlanningTalent Advantageจากหลักคิดสู่การปฏิบัติ: 6 สิ่งที่CEO ต้องลงมือทำการมีหลักคิดนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่แยก ‘องค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต’ ออกจากองค์กรทั่วไป คือ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงจากแนวคิด ไปสู่การปฏิบัติจริงการเป็นFuture-Ready CEO จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการมองเห็นเทรนด์หรือกำหนดวิสัยทัศน์ แต่คือการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าแม้ในสภาวะที่ไม่แน่นอนรายงานจากBCG ระบุว่า มี6 action ที่CEO เท่านั้นสามารถทำได้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร1. กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (Create Purpose and Clarity)CEO ต้องกำหนดและสื่อสารวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกลยุทธ์กับเป้าหมายและสิ่งที่วัดผลได้ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในองค์กร2. โฟกัส (Create Focus)แปลง ‘Vision’ ให้เป็นสิ่งที่องค์กรสามารถลงมือทำได้จริง มุ่งเน้นไปที่สิ่งสำคัญสูงสุด ทุ่มทรัพยากรและพลังงานไปยังงานที่สร้างผลลัพธ์ พร้อมทั้งรู้ว่าอะไรควรหยุดทำเพื่อไม่ให้ทีมไขว้เขว3. สร้างศักยภาพให้องค์กร (Create Capacity)สร้างศักยภาพให้ทีมและองค์กรผ่านการใช้เทคโนโลยีและ AI, การupskilling ไปพร้อม ๆ กับการดูแลใจคนในองค์กร4. สร้างแรงผลักดัน (Create Drive)สร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้ทีมเชื่อในสิ่งที่เป็นไปได้ พร้อมสร้างความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนBCG ระบุว่า ‘Storytelling’ เป็นเครื่องมือทรงพลัง หากCEO เล่าเรื่องราวประสบการณ์ที่ตนได้ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่างจริง ก็จะยิ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นั้น ย้ำให้ทีมเห็นว่ามันเป็นไปได้จริง พร้อมทั้งผลักดันให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้เร็วและไกลขึ้น5. ลดความซับซ้อน (Reduce Complexity)แน่นอนว่าเมื่อธุรกิจเติบโต ความซับซ้อนก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย แต่ถ้าความซับซ้อนนั้นไม่ได้สร้างคุณค่าก็จะยิ่งถ่วงทีมให้ช้าลงCEO ต้องลดความซับซ้อนในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่อาจทับซ้อนกันอยู่ และ ‘Align’ โปรเจกต์ต่าง ๆ กับเป้าหมายสำคัญขององค์กร เพื่อให้ทีมทำงานได้อย่างคล่องตัวและโฟกัสกับสิ่งสำคัญจริง ๆ6. ลดความขัดแย้ง (Reduce Friction)Unconstructive Friction หรือความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ในทีม เป็นสิ่งที่บั่นทอนความไว้วางใจและชะลอความก้าวหน้าขององค์กรดังนั้นCEO จึงควรเสริมสร้างวัฒนธรรมที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย และจัดการกับความขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมาที่มา: https://blog.skooldio.com/the-future-ready-executive-2026/
อ่านเพิ่มเติม
คนยุคใหม่ใช้GenAI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวราวกับเป็นแขนขาที่สาม ภาระหน้าที่หลายอย่างที่เคยต้องเสียเวลาเป็นวันก็เหลือแค่ไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจหลักนาทีเพราะมีAI คอยGenerate ให้ตามคำสั่ง ขอแค่ป้อนPrompt ที่ดีพอจะให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจทว่าความสะดวกสบายนี้กลับมาพร้อมประเด็นถกเถียงว่า ‘มนุษย์จะโง่ลงเพราะAI หรือเปล่า?’GenAIทำให้คนคิดน้อยลงMIT Media Lab พบว่า การทำงานของสมองลดลงเมื่อใช้LLM (Large Language Model) เทียบกับการค้นหาเว็บและการคิดเองทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้LLM มาก่อนแล้วต้องคิดเอง ก็มีแนวโน้มที่จะคิดได้น้อยลง และอาจลืมสิ่งที่เพิ่งเขียนไปเช่นเดียวกับรายงานจากMicrosoft Research ที่ได้สำรวจกลุ่มคนที่ทำงานด้านความรู้กว่า 319 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบมากกว่า70% รู้สึกว่าใช้ความพยายามทางสมองน้อยลงมากเมื่อใช้ GenAI โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและการวิเคราะห์แม้จะผลการสำรวจจะเอนเอียงไปว่าการพึ่งพา GenAI จะทำให้ใช้สมองน้อยลง แต่ก็ยังเหลือคนอีกจำนวนหนึ่งที่ให้ความเห็นว่า ‘พวกเขาได้ใช้ความคิดมากขึ้น’ เช่นกันAI ไม่ได้แทนที่ แต่เปลี่ยนรูปแบบนักวิจัยของMicrosoft Research ได้เตือนว่า ‘การพึ่งพาเกินพอดี’ อาจทำให้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาในระยะยาวของคนเราลดลงทว่าแท้จริงแล้วGenerative AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่การคิดเชิงวิพากษ์ แต่กำลังเปลี่ยนแปลง ‘รูปแบบ’ ของมัน มนุษย์ยังคงต้องคิดอย่างรอบคอบในขั้นตอนต่างๆ โดยกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์กำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่ ได้แก่-การตั้งเป้าหมายและออกคำสั่ง (Prompting):เช่น การคิดว่าจะสื่อสารกับAI อย่างไรให้สร้างภาพตามจินตนาการได้-การตรวจสอบผลลัพธ์ (Inspection):ตรวจสอบว่าAI ให้ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ อ้างอิงจากแหล่งใด-การบูรณาการ (Integration):การเลือกสิ่งที่ใช้ได้จากAI แล้วปรับให้เข้ากับงานของตัวเองใช้AIให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่โง่ลงเพื่อให้การทำงานในโลกยุคGenAI คือตัวช่วยส่งเสริมศักยภาพมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่การลดระดับมันสมอง ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยงานผ่านFrameworks ทั้ง5 ข้อนี้1.ถามอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ ‘ให้ช่วยคิดแทน’:ควรคิดและตั้งคำถามที่เฉพาะเจาะจง เช่น แทนที่จะบอกว่า ‘ช่วยคิดหัวข้อหน่อย’ ควรระบุว่า ‘ผมอยากทำหัวข้อเกี่ยวกับการศึกษา-เศรษฐกิจ ที่เชื่อมกับอนาคตอีสาน ช่วยแตกเป็น3 idea พร้อมจุดขาย-กลุ่มเป้าหมายได้ไหม’ การทำเช่นนี้ทำให้คุณได้ฝึกคิดและAI จะตอบสนองได้ตรงจุดมากขึ้น2.วิจารณ์ผลลัพธ์ ไม่ใช่เชื่อทันที:ตั้งคำถามเสมอว่า ผลลัพธ์ที่ได้มีอคติหรือไม่ อิงข้อมูลอะไร และคุณมีข้อมูลที่ตรงข้ามหรือไม่ การเชื่อทุกอย่างที่AI ตอบจะปิดโอกาสในการเรียนรู้ 3.AIคือเครื่องมือต่อยอด ไม่ใช้ทางลัด:ใช้AI ช่วยสรุปสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ แตกประเด็นให้คุณต่อยอด หรือทวนความเข้าใจของคุณ ยิ่งคุณป้อนความคิดที่ดีเข้าไปมากเท่าไหร่AI ก็จะตอบกลับมาให้คุณฉลาดขึ้นเท่านั้น4.ให้feedback กับAIตลอดเวลา:ลองChallenge ด้วยการพิมพ์กลับไปว่า ผลลัพธ์ที่ให้มายังไม่ลึกพอ ช่วยเพิ่มเติมตัวอย่าง หรือกรณีศึกษาที่มีอยู่จริงมาได้ไหม การฝึกตั้งคำถามและให้feedback จะช่วยลับคมความคิดของคุณเอง5.ใช้AI เพื่อ ‘คิดร่วม’ ไม่ใช่ ‘คิดแทน’:มองAI เป็นคู่คิดที่ดี หรือที่ปรึกษาข้างตัวคุณ คุณจะไม่โง่ลงถ้า “คิดก่อนใช้ วิเคราะห์หลังใช้ และเรียนรู้ระหว่างใช้”การใช้AI อย่างชาญฉลาดคือการที่เรา ‘รู้จักจุดแข็งของตัวเอง’ ในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจที่ต้องใช้สัญชาตญาณ ซึ่งAI ยังทำได้ไม่ดีเท่า และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจบริบทงานที่เราทำอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะรู้ว่าส่วนไหนของงานที่AI สามารถเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ หรือทำงานแทนเราได้การทำแบบนี้จะทำให้เราไม่ตกเป็นแค่ผู้ใช้เครื่องมือ แต่ยังคงเป็น ‘ผู้ควบคุมและผู้สร้างสรรค์’ ตัวจริง ที่ไม่ถูกเทคโนโลยีชี้นำไปเสียก่อนที่มา : https://thestandard.co/how-to-use-ai-critical-thinking-smart/
อ่านเพิ่มเติม