ในปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีและวิวัฒนาการของAI ที่ก้าวหน้าไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเรา แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเรา จนอาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าอาชีพในอนาคต2030 จะเป็นงานแบบไหน? ไม่ว่าจะกำลังเริ่มต้นในโลกการทำงาน หรือกำลังมองหาโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน บทความนี้จะพาไปสำรวจ10อาชีพมาแรงในอนาคต2030 พร้อมแนะนำทักษะที่เป็นประโยชน์ ที่ให้คุณพร้อมเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่วันนี้ เพื่อการวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจ!รายงานความเสี่ยงของโลกกับตลาดอาชีพ ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า โลกเรากลับกำลังเผชิญความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน ให้เกิดความต้องการอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตจากรายงานThe Global Risks Report 2024 โดยWorld Economic Forum คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2024-2034 โลกเรากำลังเผชิญกับ10 ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น3 ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น1.ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะยิ่งทวีความรุนแรง 2.เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแต่แฝงไปด้วยภัยจากการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวหรือความผิดพลาดที่มีความซับซ้อน และ3.ความเสี่ยงและปัญหาจากสภาพสังคมต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการตลาดอาชีพที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างต้องการคนเข้ามารับมือและสร้างนวัตกรรมเพื่อรองรับอนาคต โดยแบ่งออกเป็น3 กลุ่มอาชีพหลัก ๆ คือ1.กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)2.กลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs)3.กลุ่มอาชีพดิจิทัล (Digital Jobs)กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)Green Jobs หรือสายงานสีเขียว คือกลุ่มอาชีพที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นงานภาคการผลิต การสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของเสียและมลพิษ เพื่อลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ถึงแม้กลุ่มอาชีพนี้จะมีมานานแล้ว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ต้นทุนวัสดุที่ลดลง และเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้Green Jobs เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมาดูกันว่าอาชีพเหล่านี้มีอะไรบ้าง!ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม (Wind Technician) อาชีพช่างเทคนิคกังหันลมเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพพลังงานหมุนเวียน ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมกังหันลม ตลอดจนตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบส่งสัญญาณไฟใต้ดิน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลมแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบัน การส่งเสริมพลังงานลมในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมกำลังได้รับความต้องการสูงในต่างประเทศ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มการเติบโตถึง68.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะเครื่องกล (Mechanical Skill) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลมจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องกลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการบำรุงรักษา แก้ไขปัญหา และซ่อมแซมระบบไฮดรอลิก รวมไปถึงมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของกังหันลม-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างเทคนิคพลังงานลมจะต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหากังหันลมหยุดทำงาน หรือมีจุดขัดข้องทำให้จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ เพื่อที่จะวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุด-ทักษะการเขียนรายงาน (Technical Writing) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม จะต้องจัดทำเอกสารและส่งรายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบ การตรวจสอบ การซ่อมแซม หรือปัญหาที่พบเจออยู่เสมอ ดังนั้นการเขียนรายงานที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจรายงานได้ และส่งต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) อาชีพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์หรือช่างโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งอาชีพอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน มีหน้าที่รับผิดชอบการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตพลังงาน และให้คำแนะนำการปรับปรุงประสิทธิภาพกับผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ ด้วยปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงจากเมื่อก่อนมาก เพิ่มเติมด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐด้วยการปรับนโยบายต่าง ๆ ทำให้อาชีพนี้ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) มีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยคาดว่าการจ้างงานในอาชีพนี้จะเพิ่มขึ้นถึง52% ระหว่างปี2020 ถึง2030 ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า (Fundamental of Electronics) ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นศัพท์เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบไฟฟ้า กำลังไฟ แรงดันไฟ กระแสไฟ และประเภทของกระแสไฟต่าง ๆ เพื่อใช้ทำความเข้าใจในระบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์-การออกแบบและคำนวณระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Power System Design) ก่อนการติดตั้งแผงวงจร ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องทำการศึกษาและประเมินพื้นที่หน้างาน และคำนวณโครงสร้างอาคารที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของแผงวงจร ตลอดจนค่าอื่น ๆ เพื่อนำไปวางแผนการติดตั้งและอธิบายแก่ผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ได้-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างโซลาร์เซลล์ต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุดที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consultant) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ ประเมิน วางแผน และพัฒนากลยุทธ์เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านESG (Environment, Social, Governance) โดยมีเป้าหมายคือ สนับสนุนให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริงแนวโน้มความต้องการ ความต้องการของอาชีพที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยVerdantix องค์กรวิจัยนวัตกรรมระดับโลกคาดการณ์ว่าในปี2027 อุตสาหกรรมสีเขียว จะมีมูลค่าทั่วโลกถึง16,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคจะยิ่งตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการมีที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน อาจจะต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านในการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนั้นทักษะการแก้ไขปัญหา จึงเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะช่วยระบุปัญหาและจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-ทักษะการโน้มนาวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วม เข้าใจถึงความสำคัญของความยั่งยืน และให้ความร่วมมือในการกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี-ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน สามารถมองเห็นภาพรวมสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถวางแผนการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ได้ในระยะยาวกลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs) อุตสาหกรรมHealthcare มีแนวโน้มจะเติบโตในระยะยาว ด้วยกลุ่มประชากรในหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่มาพร้อมกับปัญหาอัตราการเกิดที่น้อยลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เพื่อยืดอายุและลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน จากแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความต้องการจ้างงานด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศพยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioner) พยาบาลเวชปฏิบัติ มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพ ครอบคลุมไปถึงการดูแลและการจัดการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนสามารถประเมินสุขภาพของผู้ที่มารับบริการ เพื่อการตัดสินใจและการวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นภายใต้ขอบเขตที่แพทย์กำหนดได้แนวโน้มความต้องการ พยาบาลเวชปฏิบัติได้รับความนิยมเนื่องจากความสามารถในการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและการป้องกันโรค ทำให้บทบาทนี้มีความสำคัญและเติบโตต่อเนื่องในอนาคต เช่นนั้นกลุ่มงานพยาบาลจึงได้รับความสนใจมากขึ้นถึง52.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง การประกอบอาชีพพยาบาลนั้นจำเป็นต้องเรียนจบระดับปริญญาตรีในสาขาพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น-ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพพยาบาล เนื่องจากการติดเชื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานพยาบาล โดยเฉพาะในการอธิบายแผนการบำบัดหรือการดูแลสุขภาพให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจอย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการรักษา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือของผู้ป่วยและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานกับทีมอื่น ๆ-ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ทักษะการแก้ปัญหาเป็นทักษะที่ช่วยให้พยาบาลสามารถจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) นักกายภาพบำบัด คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้เทคนิคทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอาการปวด เพิ่มความคล่องตัว และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวแนวโน้มความต้องการ อาชีพนักกายภาพบำบัดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชากรโลกและในประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจึงมีความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาวทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสาร มีความสำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัด เพราะช่วยให้การอธิบายแผนการบำบัด วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพ และขั้นตอนการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นไปอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้นักกายภาพบำบัดเข้าใจความต้องการและอาการของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งมากขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการบำบัดที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วน ที่ส่งผลให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) นักกายภาพบำบัดจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบในการบันทึกข้อมูล เพื่อต่อยอดการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน (Nursing Home) ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน จะทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันแก่ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยระยะยาว อย่างเช่น ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้นแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุคนไทย จะเพิ่มขึ้นปีละ5 แสนคน ทำให้ธุรกิจสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ จะมีมูลค่าประมาณ2.99 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ7.5% ต่อปี จากตัวเลขคาดการณ์นี้ทำให้เห็นว่าการให้บริการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรม เช่น การดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย หรือการทำตามแผนการบำบัด ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้นและฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้านต้องใช้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการแทรกซ้อนหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ดูแลต้องคำนึงถึงทุกความต้องการ ตั้งแต่การให้ยาตรงเวลา การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการดูแลกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด-ความรู้การป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) การติดเชื้อเป็นภัยที่ร้ายแรงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคและรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ4LifelongLearning มี Micro-Credentials ที่ได้รับการออกแบบมาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มอาชีพงานดิจิทัล (Digital Jobs) หลังเหตุการณ์Covid-19 ทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของเรามากกว่าที่เคย หลายบริษัทปรับตัวเป็นการทำงานทางไกล (Remote Working) ทำให้เกิดการลงทุนกับซอฟต์แวร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จากปัจจัยนี้ทำให้ความต้องการแรงงานด้านเทคโนโลยีจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ของWorld Economic Forum จำนวนงานดิจิทัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 73 ล้าน เป็น92 ล้านงานภายในปี2030นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Analyst) เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายองค์กรมีความต้องการมากขึ้น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นอาชีพที่มีหน้าที่ออกแบบ วางระบบและพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้มีความปลอดภัย อีกทั้งต้องทำการตรวจสอบ และดูแลความเรียบร้อยของระบบข้อมูลในองค์กร เพื่อป้องกันการโจมตีและการละเมิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้หลากหลายมิติแนวโน้มความต้องการ จากการที่เทคโนโลยีAI มีการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ตามมาได้ ส่งผลให้ความต้องการอาชีพนักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะยิ่งสูงมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน โดยมีคาดการณ์ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง33.3% จากฐานข้อมูลWorld Economic Forumทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Assessment and Management) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล จะต้องมีความสามารถในการระบุช่องโหว่และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ พร้อมวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าเพื่อจัดการและลดผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างเป็นระบบ-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะต้องทำงานและขอความร่วมมือกับทีมต่าง ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้กับทีมบริหารหรือทีมธุรกิจสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน และเป็นปัจจัยสำคัญให้สามารถบรรลุแผนงานที่วางไว้ได้-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์อาจจะตรวจจับได้ยาก นักวิเคราะห์ความปลอดภัยจะต้องใส่ใจ รอบคอบต่อระบบ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยได้อยู่เสมอผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Expert) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เป็นกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล (Data) ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นData Scientist, Data Engineer และData Analyst ทั้ง3 อาชีพ มีการทำงานที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่นData Scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ทำหน้าที่สร้างModel โดยการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาเป็นต้นแบบ และมองหาผลลัพธ์เชิงลึก (Insight) จากการสร้าง Model ส่วนData Engineer (นักวิศวะข้อมูล) มีหน้าที่วางระบบการไหลของข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่จะต้องใช้งาน ในขณะที่Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล) จะต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจธุรกิจมากที่สุด เพื่อใช้ในการหาBusiness Insight จากชุดข้อมูลที่มีแนวโน้มความต้องการ จากการเติบโตของAI และMachine Learning จะยิ่งบีบบังคับให้หลายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เกิดข้อมูล (Data) มหาศาล และข้อมูลตรงนี้จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ดังนั้นData Expert จึงยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคตทักษะที่เกี่ยวข้อง-การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจะต้องมีทักษะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมจะนำไปวิเคราะห์หา Business Insight และเพิ่มคุณค่าของข้อมูลในมือมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling)-การนำเสนอข้อมูล (Data Visualization) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอาจจะต้องการทักษะในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นภาพ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งPython ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่องค์กรต้องตัดสินใจจากข้อมูล เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบภาพช่วยให้ผู้บริหารและทีมเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential Data Visualization ด้วยPython-การเรียนรู้แบบคล่องตัว (Learning Agility) เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ต้องอัปเดตทักษะและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเทคนิคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภูมิทัศน์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Specialist) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ในการออกแบบ พัฒนา และปรับใช้ระบบAI ให้เข้ากับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้อนข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อให้AI มีความเข้าใจสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ บริษัทMcKinsey บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก วิเคราะห์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2030 กว่า70% ของบริษัททั่วโลกจะใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านAI มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจทักษะที่เกี่ยวข้อง-การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ด้วยสโคปงานของผู้เชี่ยวชาญด้านAI ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การมีความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ออกเป็นข้อย่อย จะช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น-การสื่อสาร (Communication Skill) เนื่องจากAI ต้องใช้ข้อมูลในการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญAI จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับทีมอื่น ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การเรียนรู้และการพัฒนาAI มีความซับซ้อน ทักษะการใส่ใจในรายละเอียดจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นอาชีพที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกแบบ และวางแผนการพัฒนา บำรุงรักษา และปรับปรุงซอฟต์แวร์หรือDigital Product ต่าง ๆ ในที่นี้สามารถเป็นได้ทั้งโปรแกรม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันแนวโน้มความต้องการ การปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ขององค์กรต่าง ๆ และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การทำงานแบบรีโมททางไกลมีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อเปิดรับตลาดแรงงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตธุรกิจด้านซอฟแวร์และอาชีพนักพัฒนาซอฟแวร์จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 22% จากข้อมูลสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-การสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเป็นลำดับขั้นตอนจะทำให้สามารถทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ในการพัฒนาระบบได้อย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายได้เร็วขึ้น-ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ทักษะการคิดเชิงคำนวณเป็นกระบวนการคิดพื้นฐานสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม ที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้หลักการของวิทยาการคอมพิวเตอร์ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential ทักษะการคิดเชิงคำนวณ-แนวคิดของผลิตภัณฑ์ (Product Mindset)Product Mindset เป็นแนวคิดการพัฒนาโซลูชันหรือซอฟต์แวร์ให้มีคุณค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งาน มากกว่าการทำให้เสร็จตามกำหนด (Requirement-Based Development) แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่โดดเด่น เพราะมีทักษะในการทำความเข้าใจผู้ใช้งาน และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การสร้าง Product Mindsetที่มา: https://www.4lifelonglearning.org
อ่านเพิ่มเติม
วัยทำงานรุ่นก่อนมักมีค่านิยมการทำงานอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลายปี แม้จะรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่เห็นโอกาสเติบโต เพราะความมั่นคงทางอาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ อีกทั้งการเปลี่ยนงานบ่อยถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่มั่นคงและไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างGen Zที่เห็นว่าการเปลี่ยนงานบ่อย หรือที่เรียกว่า "Job Hopping" เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ในระยะเวลาสั้นกว่าการทำงานกับบริษัทเดียวเป็นเวลานานแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนงานสามารถนำไปสู่เงินเดือนที่สูงขึ้นและโอกาสเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปหรือถี่เกินไป อาจส่งผลเสียต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาวดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในสองสามปี ลองมาสำรวจกันก่อนว่าเทรนด์ทำงานนี้มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรJob Hoppingเป็นสัญญาณอันตรายต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ?!แนวโน้มการเปลี่ยนงานบ่อยได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มศักยภาพรายได้ของตนเอง จากผลการศึกษาของEduBirdieพบว่า38%ของGen Zในสหรัฐ ตั้งเป้าหมายที่จะมีเงินเดือนหกหลัก (100,000ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ3,300,000บาทต่อปี) ภายในอายุ30ปีอีกทั้ง 1ใน6ของกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่า200,000ดอลลาร์ต่อปี (6,700,000บาทต่อปี) เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของชาวอเมริกันในช่วงอายุ25-34ปี อยู่ที่เพียง57,356ดอลลาร์ต่อปี (1,900,000บาทต่อปี) เท่านั้นแม้ว่าJob Hoppingจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันแต่ก็ยังมีหลายฝ่ายที่มองว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างจากการสำรวจพบว่า37%ของฝ่ายสรรหาพนักงานมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นข้อเสียมาร์ตารีโฮวา (Marta Říhová)ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจากKickresumeอธิบายว่าเทรนด์ทำงานในรูปแบบ "เปลี่ยนงานบ่อย"เป็นวิธีที่พนักงานรุ่นใหม่ใช้เพื่อไต่เต้าในอาชีพได้เร็วขึ้นซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเนื่องจากการเติบโตของสายงานนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงสำหรับวัยทำงานหลายๆคนนี่เป็นวิธีที่จะเร่งความก้าวหน้าในอาชีพการงานของพวกเขาได้โดยการศึกษาหนึ่งของLinkedInที่ทำกับชาวอเมริกัน1,250คนเมื่อไม่นานนี้เผยให้เห็นว่า58%ของผู้คนเปลี่ยนนายจ้างในช่วงห้าปีที่ผ่านมาในขณะที่เพียง17%เท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในงานปัจจุบันอย่างไรก็ตามรีโฮวาก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจถูกมองว่าไม่มีความมั่นคงและไม่มีประสบการณ์ในงานใดงานหนึ่งมากพอนายจ้างบางบริษัทอาจกังวลว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนให้กับองค์กรหรืออาจขาดความรับผิดชอบในระยะยาวแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบริษัทเช่นกันบางองค์กรมองว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลายรีโฮวาแนะนำว่าหากคุณเป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยควรเตรียมคำตอบสำหรับการสัมภาษณ์งานให้ดีโดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่าเหตุใดคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อยและแต่ละการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้คุณเติบโตอย่างไร4ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในไม่กี่ปีเอเวอรี่ มอร์แกน (Avery Morgan)หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ EduBirdieเตือนว่า การรีบไล่ล่าเงินเดือนหกหลักเร็วเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต เธออธิบายว่ามีข้อเสียที่ซ่อนอยู่4ประการเมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งเป้าหมายไปที่รายได้สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ1.ภาวะรวยเร็วเกินไป (Sudden Wealth Syndrome)มอร์แกนแนะนำว่า การประสบความสำเร็จอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยให้คุณมีเวลาปรับตัว พัฒนาทักษะ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้มากขึ้น หากคุณก้าวหน้าเร็วเกินไปโดยที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง อาจทำให้คุณขาดความอดทน และไม่สามารถรับมือกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ ในชีวิตการงานได้2.เสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟเร็ว (Burnout Fast-Track)การไล่ล่ารายได้ที่สูงขึ้นด้วยการเปลี่ยนงานบ่อยอาจนำไปสู่ชั่วโมงทำงานที่หนักขึ้น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรม มอร์แกนกล่าวว่า "เงินที่ได้มาเร็ว ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆ" คุณอาจต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อน พลังงาน และสุขภาพจิตของคุณเอง เธอแนะนำว่า ช่วงอายุ 20-30ปี ควรเป็นเวลาสำหรับการเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ไม่ใช่แค่การมุ่งหาเงินเดือนที่สูงที่สุด3.ติดกับดักความมั่นใจเกินตัว-ไม่เชี่ยวชาญจริง(Fake Expertise Trap)มอร์แกนเตือนว่าการประสบความสำเร็จเร็วเกินไป อาจทำให้บางคนขาดความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น คนที่ได้เงินเดือนสูงตั้งแต่อายุยังน้อยมักคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว (เป็นน้ำเต็มแก้ว) และไม่เปิดรับคำแนะนำใหม่ๆ เธอแนะนำว่า "ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้องนี้ ให้ลองเปลี่ยนไปห้องอื่นดูและไปอยู่ในที่ที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้"4.เกิดวิกฤติการหาความหมายในชีวิต (The Purpose Crisis)มอร์แกนบอกอีกว่า ในช่วงอายุ20-30ปี คุณอาจคิดว่าการได้เงินเดือนสูงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่พอถึงอายุแตะเลข30ขึ้นไป คุณอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?"เธอยกตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็วและหาเงินได้มหาศาล แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวเธอแนะนำว่า หากคุณกำลังมองหางานใหม่ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าเงินเดือนไม่สูงเท่านี้ ฉันยังอยากทำงานนี้อยู่ไหม?"หากได้คำตอบคือ "ไม่" นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่คุณต้องทบทวนเส้นทางอาชีพของคุณใหม่แล้วท้ายที่สุดรีโฮวาสรุปว่า Job Hoppingไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณสามารถอธิบายได้ว่าการเปลี่ยนงานช่วยให้คุณเติบโตและพัฒนาทักษะอย่างไร เธอแนะนำให้ใช้ จดหมายสมัครงาน (Cover Letter)เพื่ออธิบายประสบการณ์ของคุณ และทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีศักยภาพในการเติบโตหากคุณเป็นผู้ลูกจ้างที่กำลังหางานใหม่อย่าลืมเตรียมคำตอบให้ดีเมื่อถูกถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงานในขณะที่หากคุณเป็นนายจ้าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินพนักงานจากประวัติการเปลี่ยนงานบ่อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความสามารถและศักยภาพของพวกเขาด้วยที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1170314
อ่านเพิ่มเติม
แม้ผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ จะมองโลกในแง่ดีว่าAIจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และการทำงานในอนาคต แต่หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า แล้วพนักงานในบางสายอาชีพจะอยู่ตรงไหนในวันที่เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนได้เกือบหมด?รายงานล่าสุดจากPew Research Center เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านAI กว่า1,000 คน เทียบกับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอีกกว่า5,000 คน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีมุมมองต่อAI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคฯ และAI กว่า56% เชื่อว่าAI จะส่งผลดีต่อตลาดแรงงานในสหรัฐภายใน20 ปีข้างหน้า ขณะที่ประชาชนทั่วไปเห็นด้วยเพียง17% เท่านั้น และแม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่เชื่อว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็เตือนว่า “บางอาชีพ” มีความเสี่ยงสูงที่จะหายไปหรือถูกแทนที่ด้วยAI อย่างสมบูรณ์5 อาชีพเสี่ยงหายไปมากที่สุดในอีก 20 ปีเหตุโดนAI ดิสรัปต์แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่กังวลว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็แสดงความเห็นด้วยว่าบางอาชีพมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ โดยอาชีพ5 อันดับแรกที่เสี่ยงจะหายไปในอนาคต ได้แก่- แคชเชียร์ (พนักงานเก็บเงิน) : ผู้เชี่ยวชาญ73% เชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง-คนขับรถบรรทุก : ผู้เชี่ยวชาญ62%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-นักข่าว : ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-พนักงานโรงงาน :ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-วิศวกรซอฟต์แวร์ : ผู้เชี่ยวชาญ50%เชื่อว่ามีความเสี่ยงน่าสนใจว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญว่ามีหลายอาชีพที่เสี่ยงสูง แต่กรณี “คนขับรถบรรทุก” กลับมีประชาชนเพียง33% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า "เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ" มีแนวโน้มพัฒนาเร็ว และอาจแทนที่แรงงานคนขับรถได้ในไม่ช้าความกังวลเรื่องงาน และความเป็นมนุษย์ที่อาจหายไปเจฟฟ์ ก็อตต์ฟรีด (Jeff Gottfried) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของPew ให้สัมภาษณ์กับ CNBC Make It ว่า ความกลัวAI จะมาแย่งงาน และลดทอนการเชื่อมโยงของมนุษย์เป็นเรื่องที่คนอเมริกันกังวลมาอย่างยาวนานแม้ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญจะมีมุมมองต่างกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งสองกลุ่มก็เห็นตรงกันในบางประเด็น เช่น เชื่อว่าAI อาจช่วยเหลือได้มากในด้านการแพทย์, ยังไม่เชื่อว่า AI จะช่วยให้ข่าวหรือการเลือกตั้งแม่นยำขึ้น, อยากมีอำนาจควบคุมการใช้AI ในชีวิตของตนเองมากกว่านี้แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างก็ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเชื่อว่าเอกชนจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมีความรับผิดชอบ“เราคิดว่าการฟังทั้งสองฝั่งมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องของใครถูกหรือผิด แต่คือ การเข้าใจประสบการณ์ และมุมมองของแต่ละกลุ่มที่จำเป็นต่อบทสนทนาเรื่องอนาคตของAI”ก็อตต์ฟรีด อธิบายในมุมมองของเขาพนักงานหญิงสายงานเทคฯ ยังมองAI ด้วยความหวาดระแวงแม้แต่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ เอง ก็มีความเห็นที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในมหาวิทยาลัยมักจะสงสัยเกี่ยวกับAI มากกว่าคนที่ทำงานในภาคเอกชนว่า บริษัทพัฒนาAI มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงหรือไม่นอกจากนี้ยังพบความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย และเพศหญิงอย่างชัดเจนโดยพนักงานชายที่ทำงานด้าน AI มากถึง63% มองว่าAI จะส่งผลดีต่อสหรัฐขณะที่พนักงานหญิงเห็นด้วยกับประเด็นนี้เพียง 36% เท่านั้น ตามรายงานยังบอกอีกว่า พนักงานชายยังรู้สึก “ตื่นเต้น” เกี่ยวกับAI มากกว่าผู้หญิง (53% vs. 30%) และมองว่าAI จะส่งผลดีต่อชีวิตตนเองมากกว่าด้วย (81% vs. 64%)อีกทั้งมีผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานว่า งานที่มักมีผู้หญิงทำ เช่น งานธุรการ และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ง่าย และเมื่อผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยในอุตสาหกรรมAI ก็ยิ่งส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในระยะยาวเคย์ เฟิร์ธ-บัตเตอร์ฟิลด์ (Kay Firth-Butterfield) หัวหน้าฝ่ายAI ของWorld Economic Forum เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “คนที่พัฒนาAI ควรสะท้อนความหลากหลายของประชากรทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม” และนั่นอาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่า ทำไมเราต้องฟังเสียงของทุกคนในวันที่AI กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาลที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1175443?anm
อ่านเพิ่มเติม