ข่าวสารและบทความ

ข่าวล่าสุด

07 พฤษภาคม 2567

ึึ7 เทรนด์ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนเพื่อประยุกต์ใช้ในปี 2567

ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลต่อความผันผวนที่รุนแรงในภาคธุรกิจ เช่น การแข่งขันโดยปราศจากพรมแดนและข้ามประเภทอุตสาหกรรมที่นำมาซึ่งโอกาส ความเสี่ยงและการแย่งชิงตลาดที่ดุเดือดมากขึ้นใน Digital Landscape นอกจากนี้ยังมีเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างกันของคนรุ่น Generation Z และ Millenial ที่คุ้นเคยกับโลกยุคดิจิตัลที่เพิ่มจำนวนในตลาดมากขึ้นและกระแสการทำงานแบบ GIG WORKER ที่รับค่าตอบแทนตามจำนวนที่ทำแลกกับความยืดหยุ่น รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ แรงกดดันด้าน ESG และความเสี่ยงจากเทคโนโลยี เช่น เรื่องปัญญาประดิษฐ์และภัยคุกคามไซเบอร์ บีบให้องค์กรต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถตนเอง ด้วยการพัฒนาและใช้นวัตกรรมยกระดับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค Digital First World ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า 7 ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี แบ่งออกเป็น 4 แกนหลักเพื่อจะช่วยให้องค์กรสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งวางรากฐานการเติบโตตามหลักความยั่งยืน ESG ที่จะมอบข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ประกอบด้วยแกนที่ 1_Augmented Intelligence (การรวมพลังของ AI และมนุษย์) หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจแห่งอนาคต ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยี Gen AI ในวงกว้างที่เรียกว่า Democratization of Generative AI (Ge์n AI) เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และพัฒนาความเข้าใจในตัวลูกค้าด้วย AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นแกนที่ 2_Digital Ecosystem (การสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมต่อหลายระบบและบริการเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกของลูกค้า) เช่น Super App ที่รองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต ต้องให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของ Multiexperience (MX) การสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นในทุกจุดสัมผัสบนช่องทางดิจิตัลและการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม เช่น Website, Super App, Augment Reality, Virtual Reality ให้แก่ลูกค้าอย่างครอบคลุมและยังมี Event-Driven Nano Architecture (EDNA) การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบสมัยใหม่ที่ประกอบด้วยนาโนเซอร์วิส ที่แยกออกจากกันเป็นหน่วยเล็ก ๆ เพื่อความยืดหยุ่นและความสามารถในการพัฒนาแต่ละส่วนงาน ทำให้การปรับเปลี่ยนของทรัพยากรยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่กระทบกับบริการอื่น ๆ หากบางส่วนมีปัญหาและลดความซ้บซ้อนในขั้นตอนการทำงานและต้นทุนแกนที่ 3_Digital Immunity and Trust (การสร้างเกราะป้องกันองค์กร พร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์) โดยขีดความสามารถที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่ Generative Cybersecurity AI ที่จะช่วยลดความเสี่ยงการละเมิดข้อมูล ความผิดปกติบนระบบต่าง ๆ และชี้ช่องโหว่การโจมตีได้ทันท่วงทีนอกจากนี้ในแกนที่ 3 ยังมี AI-Enhance Security Operations มาช่วยเพิ่มการวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยและแนวทางการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งเพื่อเสนอวิธีรับมือกับเหตุการณ์นั้น ๆแกนที่ 4_Sustainability Technologies (การผสมผสานแนวคิดด้านเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน) เช่น AI for SustSustainabilityที่นำมาใช้เฝ้าสังเกตและคาดการณ์การปล่อยคาร์บอนเพื่อนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอันสุดท้ายในแกนที่ 4 คือ ESG Management and Reporting ที่จะช่วยองค์กรรับมือกับแรงกดดันในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การจัดการภายในองค์กร การปฎิบัติตามกฎระเบียนด้าน ESG โดยอาศัยซอฟท์แวร์ที่สามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานได้ตามกฎระเบียบมาตรฐานสากลการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital-First Company องค์กรจะต้องเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงาน ทำให้พนักงานรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีให้ได้ภายใต้การสนับสนุนที่เพียงพอCREDIT: THE STANDARD WEALTH

อ่านเพิ่มเติม

22 กุมภาพันธ์ 2567

วิธีรับมือ 7 คำถาม “สัมภาษณ์งาน” ที่คนสมัครงานมักจะต้องเจอ

สถิติจากเว็บไซต์ InterviewSuccessFormula.com พบว่า 80% ของผู้สมัครงานที่ส่งเรซูเม่จะไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์ ดังนั้น หากคุณคือ 20% ที่เหลือที่ผ่านการประเมินรอบแรก ใบสมัครงานเข้าตากรรมการ และกำลังจะเข้าสู่ด่านต่อไปคือการ “สัมภาษณ์งาน” ร่วมกับคู่แข่งที่ไม่รู้ว่ามีอีกกี่คน นี่คือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการตอบคำถาม“แอชลีย์ สตาห์ล” โค้ชและนักพูดด้านการงานอาชีพ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา เขียนบทความแนะนำการตอบ 7 คำถามสำคัญในการสัมภาษณ์งาน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามทั่วไปที่คนมักจะเจอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตอบได้ดี1.แนะนำตัวเองคำถามที่ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาๆ จริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในคำถามที่สำคัญที่สุด ผู้สัมภาษณ์มักจะมองคำถามนี้เป็นเหมือนการ“อุ่นเครื่อง”สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกในลำดับต่อไป สตาห์ลแนะนำว่า ผู้ตอบควรจะใช้โอกาสนี้ในการแนะนำตัวให้เห็นความตั้งใจในการสมัครงาน โดยแบ่งคำตอบออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้เล่าเรื่องราวของตัวเอง: นอกจากการเล่าประวัติการศึกษาและการทำงาน ควรจะเสริมข้อมูลการสมัครงานนั้นๆ ด้วยว่าคุณมีแพสชัน มีความตั้งใจอย่างไรที่จะทำงานนี้ไม่ใช่การหว่านใบสมัครและบังเอิญได้รับเลือกให้มาสัมภาษณ์ชิงบอกจุดอ่อนก่อน: ในระหว่างเล่าประวัติการทำงาน คุณอาจจะมีบางอย่างที่เป็นจุดอ่อนบนเรซูเม่ เช่น ทำไมจึงมีช่วงว่างระหว่างการย้ายงานบางจุด หรือทำไมคุณจึงออกจากที่ทำงานเก่าเร็วนัก ผู้สัมภาษณ์อาจจะถามหรือไม่ถามเรื่องพวกนี้ในการสัมภาษณ์ก็ได้ แต่พวกเขามองเห็นจุดอ่อนเหล่านี้แน่นอน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่คุณจะชี้ให้เห็นและอธิบายสั้นๆ“ทักษะทองคำ” ของคุณ:ไม่ต้องเล่าทักษะความสามารถจนหมดทุกเม็ด แต่เน้นเฉพาะความสามารถที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานก็พอและอย่าลืมเล่าด้วยทีท่า“อวดเบาๆ” ไม่ใช่การอวดความสามารถใหญ่โตเพราะมีการศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลพบว่า72% ของ HR มองว่าบุคลิกภาพแบบ “มั่นใจจนเกินไป” คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่จะทำให้คุณถูกกาหัวกระดาษเป้าหมายของคุณ: นี่คือศาสตร์แห่งการผูกเป้าหมายการทำงานของคุณเข้ากับภารกิจของบริษัทได้อย่างแนบเนียน และยังเป็นการบอกใบ้ให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณต้องการจะทำงานกับบริษัทนี้ในระยะยาวซึ่งเป็นส่วนสำคัญมากที่บริษัทต้องการแค่เพียงแนะนำตัวแต่ต้องตอบยาวขนาดนี้เลยหรือ? คุณอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วการตอบแบบปังๆ ตั้งแต่ต้นจะทำให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่โดดเด่นขึ้นมาทันที2.คุณมีข้อเสียสำคัญอะไรบ้างนี่คือคำถามเพื่อให้ผู้สมัครงานโชว์ความซื่อสัตย์และจริงใจ และแสดงให้เห็นว่าคุณมีบุคลิกแบบ“คนที่ตระหนักถึงข้อดี-ข้อด้อยของตัวเอง”ซึ่งเป็นซอฟต์สกิลที่สำคัญมากในที่ทำงาน เพราะเป็นทักษะที่คนส่วนใหญ่ไม่มี จากการวิจัยของEurich Groupบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาผู้บริหารในสหรัฐฯ พบว่ามีคนเพียง 10-15% ที่มีทักษะดังกล่าว ดังนั้น คุณควรจะแสดงให้เห็นว่าคุณคือหนึ่งในกลุ่มคนหายาก โดยขอแนะนำว่า“อย่า”ใช้คำตอบเหล่านี้ฉันเป็นคนรักความสมบูรณ์แบบ– คนสัมภาษณ์เคยได้ยินมาเยอะแล้วฉันเป็นคนบ้างาน– คนสัมภาษณ์รู้ว่าเป็นคำตอบเพื่อเลี่ยงจะตอบความจริงฉันชอบเก็บงานกลับไปทำที่บ้าน– อาจถูกมองได้ว่า คุณเป็นคนบริหารเวลาไม่เป็นฉันไม่ชอบการทำให้ใครไม่พอใจ– สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคุณตอบ “ได้ค่ะ/ครับ” กับทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่ข้อเสียจริงๆ ที่คนฟังอยากได้ยินการตอบคำถามเรื่อง“ข้อเสีย”เป็นเรื่องของการจัดสมดุลระหว่าง การแสดงให้เห็นจุดอ่อนใหญ่จริงๆ ของคุณโดยไม่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าคุณไม่มีทางที่จะพัฒนาจากจุดนั้นได้เลย พร้อมๆ กับการอ่านให้ออกว่าตำแหน่งที่คุณสมัครต้องการคนที่มีจุดอ่อนแบบไหน ซึ่งจะกลายเป็นจุดเด่นที่เหมาะสมกับตำแหน่งเช่น ตำแหน่งนี้ต้องการคนที่รักการทำงานเป็นทีม หรือต้องการคนที่ทำงานด้วยตนเอง หรือต้องการผู้นำ หรือต้องการคนที่ทำตามคำสั่งได้ดีคุณต้องวิเคราะห์ตำแหน่งของตัวเองที่สมัครไปให้ออก โดยสตาห์ลมีคำตอบตัวอย่างให้นำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตำแหน่งที่คุณสมัครงาน เช่นฉันเป็นคนทำตามอารมณ์ และมักจะตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณฉันจะทำงานได้ดีถ้าทำคนเดียว และมักจะทำตามเป้าหมายได้ดีกว่าถ้าไม่มีคนแนะนำมากเกินไปฉันทำงานได้ดีกว่าในการทำงานเป็นทีม และมักจะต้องการการร่วมมือเพื่อวางวิสัยทัศน์ฉันมักจะชอบคิดแผนงานแบบภาพใหญ่ และให้คนอื่นช่วยคิดรายละเอียดแทนฉันชอบการคิดรายละเอียดเล็กๆ ในการทำงาน และให้คนอื่นช่วยคิดภาพใหญ่เพื่อเสริมให้เห็นความสำคัญ เมื่อคุณเลือกจุดอ่อนที่จะตอบได้แล้ว สตาห์ลแนะนำให้พูดถึงความท้าทายด้วยว่าจุดอ่อนนั้นมีผลอย่างไรกับการทำงานของคุณในอดีต และได้พยายามพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ3.ทำไมคุณจึงเหมาะที่สุดที่จะทำงานนี้ความจริงก็คือ คุณไม่รู้หรอกว่าคุณเหมาะที่สุดหรือเปล่า แต่คุณต้องเชื่อว่าคุณคือคนที่ใช่ สตาห์ลแนะนำวิธีตอบคำถามปลายเปิดและตอบได้กว้างมากนี้ว่า คุณอาจจะเริ่มจากการแนะนำทักษะประเภทซอฟต์สกิลของตัวเองที่ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้เห็นบนเรซูเม่เช่นฉันทำงานได้ตามคำสั่งและไม่ต้องมีการตามงานหรือตรวจงานมากนักฉันเก่งเรื่องการเล็งเห็นปัญหาล่วงหน้าและสามารถป้องกันสิ่งเหล่านั้นก่อนได้สิ่งที่ฉันทำได้ดีมากคือการรับมือกับลูกค้าที่อารมณ์ไม่ดีเมื่อพูดถึงทักษะเหล่านี้แล้ว คุณควรจะเล่าเรื่องสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นทักษะนั้นของคุณ และเรื่องสั้นๆเหล่านี้เอง ที่ฉายภาพความเป็นตัวคุณได้ดียิ่งกว่าการพูดคุยหรือการอ่านแค่เรซูเม่ และยังเป็นโอกาสได้แสดงตัวตนว่าคุณจะเหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรของที่นั่นหรือไม่การแสดงออกถึงบุคลิกที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นสำคัญมาก สถิติจากMillenial Brandingพบว่า 43% ของเจ้าหน้าที่ HR มองว่า“บุคลิกเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร”คือคุณลักษณะที่สำคัญ ขณะที่คนสมัครงานส่วนใหญ่มักจะพูดเรื่องทักษะการทำงานเป็นหลักเพื่อแสดงว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่ง การที่คุณเล่าเรื่องเพื่อโชว์บุคลิกที่เข้ากับบริษัทจะส่งให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ4.ถ้าเกิดความขัดแย้งในที่ทำงาน คุณจะทำอย่างไรคำถามสุดหินที่คำตอบจะสะท้อนได้ว่าคุณมี EQ มากแค่ไหน และเรื่องความฉลาดทางอารมณ์คือซอฟต์สกิลที่สำคัญมากโดยมีผลวิจัยพบว่า 71% ของผู้จัดการฝ่าย HR จะเลือกผู้สมัครงานที่มี EQ ดีมากกว่าคนที่มี IQ สูง และ59% ในจำนวนนี้ถึงกับตอบว่าพวกเขาจะทิ้งใบสมัครของคนที่ IQ สูงแต่มี EQ ต่ำเสียด้วยซ้ำจำไว้ว่าสิ่งสุดท้ายที่คุณอยากทำในการสัมภาษณ์งานคือการสร้างบรรยากาศเชิงลบ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะพูดคุยเรื่องความขัดแย้งในการทำงาน คุณก็ต้องเล่าถึงมันในเชิงบวกให้ได้เช่น การเล่าวิธีรับมือความขัดแย้งในอดีตคงไม่ใช่การเล่าแบบเจาะลึกว่าเพื่อนร่วมงานคุณรับมือยากและขัดขวางการทำงานขนาดไหน แต่อาจจะใช้คำว่า เพื่อนร่วมงานทำให้กระบวนการทำงานช้ากว่าแผน และคุณได้สร้างบทสนทนาเพื่อส่งเสริมกระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานให้ความร่วมมือในเชิงบวกโทนโดยรวมของการเล่าเรื่องนี้ไม่ใช่การบ่นเรื่องคนทำงาน หรือความสัมพันธ์ระหว่างกันของคน แต่เป็นการโชว์ให้เห็นว่าคุณมุ่งมั่นที่การทำงานให้ดีขึ้น5.คุณเห็นภาพตัวเองอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้าได้โปรดอย่าตอบว่า“อยู่ในตำแหน่งนี้แหละ”เหมือนกับคำถามที่ขอให้แนะนำตัวเอง นี่คือคำถามปลายเปิดเพื่อให้คุณโชว์ความมั่นใจและแรงขับในการเติบโตทางการงาน คุณควรแสดงให้เห็นว่าคุณจะทำงานหนักและจะเติบโตต่อไป สิ่งที่บริษัทอยากได้ยิน 3 อย่างจากคำถามนี้คือความปรารถนาที่จะเติบโตไปกับบริษัทความปรารถนาที่จะเผชิญความท้าทายภายในบริษัทความต้องการของคุณและความจำเป็นของบริษัทคือสิ่งที่ไปด้วยกันได้คำตอบที่ยอดเยี่ยมคือคำตอบที่สามารถเน้นย้ำให้เห็นว่า โอกาสการเติบโตในบริษัทสามารถไปคู่กับเป้าหมายอาชีพในระยะยาวของคุณ6.เราจะได้เห็นอะไรจากคุณบ้างภายใน 90 วันแรกของการทำงานอีกหนึ่งโอกาสให้คุณแสดงออกว่าคุณทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งนี้มาดีวิธีที่ดีในการตอบคำถามนี้คือลงลึกในรายละเอียดว่าคุณเข้าใจความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับตำแหน่งนี้ รวมถึงมองไปข้างหน้าทั้งระยะสั้นและระยะยาวว่าหน้าที่นี้น่าจะได้ทำอะไรบ้างนี่คือคำตอบที่คุณสามารถนำไปพิจารณาใช้พบผู้จัดการแผนกเพื่อพูดคุยว่าเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวคืออะไรสร้างแผนภูมิเป้าหมายเพื่อหาว่าเป้าหมายใดที่จะ“สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง”เพื่อเน้นทิศทางการทำงานไปในทางนั้นใช้เวลานี้ในการเฝ้ามองเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรและแง่มุมต่างๆ ของธุรกิจนี้ให้มากที่สุดสำรวจการทำงานของบริษัทคู่แข่งและมานำเสนอว่าถ้าพวกเขาจ้างคุณ คุณจะใช้โซลูชันใดให้บริษัทแข่งขันได้ดีขึ้นสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานใหม่7.คุณมีคำถามจะถามเราไหมคำตอบของคำถามนี้คือ“ใช่”คุณต้องไม่ลืมที่จะเตรียมคำถามตัวเองไปบ้างเหมือนกัน ไม่ต้องถามเยอะเกินไป แต่ต้องมีบ้าง ปกติผู้สัมภาษณ์จะยิงคำถามนี้เมื่อใกล้จะจบการสัมภาษณ์ หรืออาจจะเป็นคำถามสุดท้ายเลย ดังนั้นนี่เป็นโอกาสท้ายสุดเหมือนกันที่คุณจะได้แสดงออกว่า คุณมีการเตรียมตัวและกระตือรือร้น รวมถึงเป็นโอกาสให้คุณหาข้อมูลเพิ่มเติมถ้าหากคุณได้รับงานนี้จริงๆนี่คือลิสต์คำถามที่คุณอาจจะอยากถามคุณต้องการเห็นความสำเร็จแบบไหนจากฉัน ถ้าฉันได้รับงานนี้ถ้าฉันทำงานนี้ได้ดีเยี่ยม ฉันจะไปได้ไกลแค่ไหนในบริษัทภายในเวลา 6-12 เดือนชีวิตประจำวันของตำแหน่งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างอยากให้เริ่มงานเมื่อไหร่ฉันอ่านเจอเรื่อง (บางอย่างที่เกี่ยวกับบริษัท) ดูน่าสนใจมาก คุณช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมวัฒนธรรมองค์กรที่นี่เป็นอย่างไรคุณชอบอะไรมากที่สุดในการทำงานที่บริษัทนี้คุณมีประสบการณ์ที่น่าสนใจในบริษัทมาเล่าให้ฟังบ้างไหมแต่ละการสัมภาษณ์ย่อมแตกต่างกันไป คุณอาจจะได้รับคำถามพวกนี้ทั้งหมดหรือไม่ได้เลยก็ได้ แต่เป็นไปได้สูงกว่ามากที่ผู้สัมภาษณ์ต้องแตะคำถามอย่างน้อยสักหนึ่งคำถามในนี้ และการเตรียมตัวเองเพื่อตอบคำถามสามัญธรรมดาพวกนี้ย่อมทำให้คุณเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่นการสัมภาษณ์ก็คือบทสนทนาครั้งหนึ่ง ขอแค่คุณพกความมั่นใจไปและอย่าลืมว่าพวกเขาก็ต้องการคนทำงานเช่นคุณมากพอๆ กับที่คุณอยากได้งานนั่นแหละ!ที่มาpositioningmag.com

อ่านเพิ่มเติม

22 กุมภาพันธ์ 2567

อัปเดต 5 เทรนด์การทำงานประจำปี 2024

1. AI จะเข้ามาช่วยมนุษย์ทำงานมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และ Machine Learning นั้นเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะไม่สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้แบบ 100% แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันมีเครื่องมือ AI จำนวนมากที่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อทุ่นแรง และช่วยเหลือมนุษย์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ChatGPT หรือ AI-Chatbot ที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนโค้ด เขียนบทความ หรือหาโซลูชันต่าง ๆ เพื่อการทำงาน เป็นต้น รวมถึงเทคโนโลยี AI-OCR ที่ช่วยให้พนักงานสามารถดึงข้อมูลจากเอกสารลงสู่ระบบได้แบบอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานอื่น ๆ ได้มากกว่า โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ข้อมูลอีกต่อไป2. การทำงานด้วยหลักความยั่งยืน (Sustainability) หนึ่งสิ่งสำคัญที่มนุษย์ควรให้ความสำคัญ นั่นก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก โดยในปี 2024 นี้ มีแนวโน้มที่หลาย ๆ องค์กรจะหันมาใส่ใจกับกระบวนการทำงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนระบบการทำงานขององค์กรให้เป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless Organization) ที่ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดเก็บไฟล์เอกสารในรูปแบบดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงนโยบายส่งเสริมการรีไซเคิล หรือการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรหรือชุมชน เป็นต้น3. การเติบโตของ GEN Z ในปี 2024 คนวัยหนุ่มสาว GEN Z ที่เติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูแล้วนั้นจะมีความเชี่ยวชาญ และคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือสมาร์ตโฟนเป็นอย่างดี ทำให้คน GEN Z นั้นเปิดกว้างในการนำเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาใช้สร้างความก้าวหน้าในการงานอาชีพได้ สังเกตได้ชัดจากคอนเทนต์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดังอย่าง Tiktok ที่มีเด็กรุ่นใหม่มากมายได้แสดงความสามารถในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างสร้างสรรค์ และสร้างรายได้เสริม (Side Hustle) ได้ง่าย ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ เช่นเดียวกันกับคนรุ่นเก่า แต่ยังเก๋า ที่พร้อมเรียนรู้ และปรับตัวไปกับความล้ำหน้าของเทคโนโลยี ผนวกเข้ากับประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตมาก่อน ก็สามารถเป็นผู้นำ และให้คำปรึกษาแก่เด็กรุ่นใหม่ไฟแรงได้เป็นอย่างดี4. จาก Work Remote สู่ Hybrid Work เมื่อไม่นานมานี้ คนทำงานยุคใหม่หลาย ๆ คนอาจจะเคยชินจากการทำงานจากที่บ้าน หรือที่ใดก็ได้แบบ 100 % ทุกวันต่อสัปดาห์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในนโยบายขององค์กรที่ส่งเสริมการหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นั้นมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้คนกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หลาย ๆ องค์กรจึงเริ่มหันมาใช้นโยบาย Work Hybrid ซึ่งกระตุ้นให้พนักงานเข้าออฟฟิศ สลับกับทำงานที่บ้าน เพื่อให้พนักงานได้มีปฏิสัมพันธ์ ในการทำงานร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ มากขึ้น และสร้างความสมดุลในการทำงานให้แก่องค์กร 5. ทักษะแห่งอนาคต (Future Skill) เทคโนโลยีได้เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตการทำงานมากขึ้น ทำให้คนทำงานยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ เพื่อใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจ และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data) การตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงการมีทักษะด้าน Critical Thinking ซึ่งเป็นทักษะที่เราไม่สามารถใช้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีให้ทำแทนเราได้ เป็นต้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ผู้คนสามารถค้นคว้า และศึกษาหาความรู้ เพื่อ Reskill หรือ Upskill ของตนเองอยู่ตลอดเวลา จากที่ไหน เวลาใดก็ได้ รวมถึงองค์กรยุคใหม่ได้หันมาส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมอบรม หรือลงคอร์สเรียนออนไลน์เพื่อสร้างทักษะแห่งอนาคต เป็นต้นอ้างอิงข้อมูลจาก www.aigencorp.com

อ่านเพิ่มเติม

ข่าว

25 เมษายน 2566

ประกาศแจ้งเตือนจากบริษัทในกลุ่มอมตะ

18 เมษายน 2566

สมัครงานยังไง ?...ให้ได้งาน พบกับ 10 เทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ !!

บทความ

18 เมษายน 2566

ส่องเทรนด์อาชีพปี 66 พบ 14 อาชีพรุ่ง-5 อาชีพร่วง

18 เมษายน 2566

“แค๊บหมู” ทำกินเองได้ ทำขายรายได้ดี

กิจกรรม

20 พฤษภาคม 2567

ทีม CSR ได้นำน้ำดื่ม และอาหารแห้ง รวมถึงสิ่งของจำเป็นสำหรับใช้ในการปรุงอาหาร ส่งมอบให้แก่ บ้านเด็กกำพร้าลอเรนโซ่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งประสบภาวะขาดแคลน และ ขอรับความช่วยเหลือมายังผู้ประกอบการภายในนิคมอมตะฯ

07 พฤษภาคม 2567

อมตะส่งมอบชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มือ 2 พร้อมหนังสือเรียนรู้เสริมสร้างพัฒนาการ ให้แก่ เยาวชนก่อนวัยเรียน

07 พฤษภาคม 2567

อมตะ และสนง. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต โครงการ "100 ล้านซีซีโลหิตชาวอมตะเพื่อสภากาชาดไทย" ประจำปี 2567 ครั้งที่ 2
ติดต่อเรา
บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
  • 700 บางนา-ตราด กม. 57 อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
  • 03 893 9007
บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัด
  • 7 ทางหลวงหมายเลข 331 กม. 39 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230
  • 03 849 7007
ข้อมูลติดต่อ
  • amatajobsonline@amata.com
ช่องทางการติดตาม