ข่าวสารและบทความ

ข่าวล่าสุด

22 ธันวาคม 2568

สำรวจ 10 อาชีพมาแรงในอนาคต 2030 ที่ตลาดแรงงานต้องการตัว

ในปัจจุบันโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีและวิวัฒนาการของAI ที่ก้าวหน้าไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเรา แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเรา จนอาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าอาชีพในอนาคต2030 จะเป็นงานแบบไหน? ไม่ว่าจะกำลังเริ่มต้นในโลกการทำงาน หรือกำลังมองหาโอกาสในการเปลี่ยนสายงาน บทความนี้จะพาไปสำรวจ10อาชีพมาแรงในอนาคต2030 พร้อมแนะนำทักษะที่เป็นประโยชน์ ที่ให้คุณพร้อมเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่วันนี้ เพื่อการวางแผนอนาคตอย่างมั่นใจ!รายงานความเสี่ยงของโลกกับตลาดอาชีพ ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า โลกเรากลับกำลังเผชิญความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน ให้เกิดความต้องการอาชีพต่าง ๆ ในอนาคตจากรายงานThe Global Risks Report 2024 โดยWorld Economic Forum คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2024-2034 โลกเรากำลังเผชิญกับ10 ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น3 ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น1.ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะยิ่งทวีความรุนแรง 2.เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแต่แฝงไปด้วยภัยจากการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวหรือความผิดพลาดที่มีความซับซ้อน และ3.ความเสี่ยงและปัญหาจากสภาพสังคมต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการตลาดอาชีพที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างต้องการคนเข้ามารับมือและสร้างนวัตกรรมเพื่อรองรับอนาคต โดยแบ่งออกเป็น3 กลุ่มอาชีพหลัก ๆ คือ1.กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)2.กลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs)3.กลุ่มอาชีพดิจิทัล (Digital Jobs)กลุ่มอาชีพเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Jobs)Green Jobs หรือสายงานสีเขียว คือกลุ่มอาชีพที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นงานภาคการผลิต การสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของเสียและมลพิษ เพื่อลดผลกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ถึงแม้กลุ่มอาชีพนี้จะมีมานานแล้ว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ต้นทุนวัสดุที่ลดลง และเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้Green Jobs เป็นอาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมาดูกันว่าอาชีพเหล่านี้มีอะไรบ้าง!ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม (Wind Technician) อาชีพช่างเทคนิคกังหันลมเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพพลังงานหมุนเวียน ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมกังหันลม ตลอดจนตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบส่งสัญญาณไฟใต้ดิน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลมแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบัน การส่งเสริมพลังงานลมในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานลมกำลังได้รับความต้องการสูงในต่างประเทศ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มการเติบโตถึง68.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะเครื่องกล (Mechanical Skill) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลมจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องกลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการบำรุงรักษา แก้ไขปัญหา และซ่อมแซมระบบไฮดรอลิก รวมไปถึงมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของกังหันลม-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างเทคนิคพลังงานลมจะต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหากังหันลมหยุดทำงาน หรือมีจุดขัดข้องทำให้จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ เพื่อที่จะวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุด-ทักษะการเขียนรายงาน (Technical Writing) ช่างเทคนิคพลังงานกังหันลม จะต้องจัดทำเอกสารและส่งรายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบ การตรวจสอบ การซ่อมแซม หรือปัญหาที่พบเจออยู่เสมอ ดังนั้นการเขียนรายงานที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจรายงานได้ และส่งต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) อาชีพช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์หรือช่างโซลาร์เซลล์ เป็นอีกหนึ่งอาชีพอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน มีหน้าที่รับผิดชอบการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตพลังงาน และให้คำแนะนำการปรับปรุงประสิทธิภาพกับผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ ด้วยปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงจากเมื่อก่อนมาก เพิ่มเติมด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐด้วยการปรับนโยบายต่าง ๆ ทำให้อาชีพนี้ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Technician) มีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยคาดว่าการจ้างงานในอาชีพนี้จะเพิ่มขึ้นถึง52% ระหว่างปี2020 ถึง2030 ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-ความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า (Fundamental of Electronics) ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นศัพท์เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบไฟฟ้า กำลังไฟ แรงดันไฟ กระแสไฟ และประเภทของกระแสไฟต่าง ๆ เพื่อใช้ทำความเข้าใจในระบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์-การออกแบบและคำนวณระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Power System Design) ก่อนการติดตั้งแผงวงจร ช่างโซลาร์เซลล์จะต้องทำการศึกษาและประเมินพื้นที่หน้างาน และคำนวณโครงสร้างอาคารที่มีผลต่อการรับน้ำหนักของแผงวงจร ตลอดจนค่าอื่น ๆ เพื่อนำไปวางแผนการติดตั้งและอธิบายแก่ผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ได้-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ช่างโซลาร์เซลล์ต้องใช้ทักษะการแก้ไขปัญหา เพราะถ้าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ จะต้องพร้อมรับมือและระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อวางแผนซ่อมแซมได้ถูกจุดที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Consultant) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ ประเมิน วางแผน และพัฒนากลยุทธ์เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านESG (Environment, Social, Governance) โดยมีเป้าหมายคือ สนับสนุนให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริงแนวโน้มความต้องการ ความต้องการของอาชีพที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยVerdantix องค์กรวิจัยนวัตกรรมระดับโลกคาดการณ์ว่าในปี2027 อุตสาหกรรมสีเขียว จะมีมูลค่าทั่วโลกถึง16,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริโภคจะยิ่งตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการมีที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน อาจจะต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านในการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนั้นทักษะการแก้ไขปัญหา จึงเป็นอีกทักษะสำคัญ ที่จะช่วยระบุปัญหาและจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-ทักษะการโน้มนาวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วม เข้าใจถึงความสำคัญของความยั่งยืน และให้ความร่วมมือในการกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี-ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน สามารถมองเห็นภาพรวมสิ่งต่าง ๆ และเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถวางแผนการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ได้ในระยะยาวกลุ่มอาชีพการแพทย์และบริการสุขภาพ (Medical and Healthcare Jobs) อุตสาหกรรมHealthcare มีแนวโน้มจะเติบโตในระยะยาว ด้วยกลุ่มประชากรในหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ที่มาพร้อมกับปัญหาอัตราการเกิดที่น้อยลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เพื่อยืดอายุและลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้น ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน จากแนวโน้มนี้ทำให้เกิดความต้องการจ้างงานด้านสุขภาพที่สูงขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศพยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioner) พยาบาลเวชปฏิบัติ มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพ ครอบคลุมไปถึงการดูแลและการจัดการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนสามารถประเมินสุขภาพของผู้ที่มารับบริการ เพื่อการตัดสินใจและการวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นภายใต้ขอบเขตที่แพทย์กำหนดได้แนวโน้มความต้องการ พยาบาลเวชปฏิบัติได้รับความนิยมเนื่องจากความสามารถในการให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและการป้องกันโรค ทำให้บทบาทนี้มีความสำคัญและเติบโตต่อเนื่องในอนาคต เช่นนั้นกลุ่มงานพยาบาลจึงได้รับความสนใจมากขึ้นถึง52.2% ตามข้อมูลจากสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง การประกอบอาชีพพยาบาลนั้นจำเป็นต้องเรียนจบระดับปริญญาตรีในสาขาพยาบาล และเรียนต่อเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมีทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น-ความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพพยาบาล เนื่องจากการติดเชื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้และปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานพยาบาล โดยเฉพาะในการอธิบายแผนการบำบัดหรือการดูแลสุขภาพให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจอย่างชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการรักษา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือของผู้ป่วยและการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานกับทีมอื่น ๆ-ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ทักษะการแก้ปัญหาเป็นทักษะที่ช่วยให้พยาบาลสามารถจัดการสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพ ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) นักกายภาพบำบัด คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้เทคนิคทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกายและการบำบัดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอาการปวด เพิ่มความคล่องตัว และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวแนวโน้มความต้องการ อาชีพนักกายภาพบำบัดมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชากรโลกและในประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจึงมีความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาวทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสาร มีความสำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัด เพราะช่วยให้การอธิบายแผนการบำบัด วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพ และขั้นตอนการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นไปอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้นักกายภาพบำบัดเข้าใจความต้องการและอาการของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งมากขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการบำบัดที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) การมีทักษะการโน้มน้าวและจูงใจที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วน ที่ส่งผลให้การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) นักกายภาพบำบัดจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของผู้ป่วย จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบในการบันทึกข้อมูล เพื่อต่อยอดการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน (Nursing Home) ผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้าน จะทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันแก่ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยระยะยาว อย่างเช่น ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้นแนวโน้มความต้องการ ในปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุคนไทย จะเพิ่มขึ้นปีละ5 แสนคน ทำให้ธุรกิจสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ จะมีมูลค่าประมาณ2.99 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ7.5% ต่อปี จากตัวเลขคาดการณ์นี้ทำให้เห็นว่าการให้บริการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจ (Influencing Skill) ทักษะการโน้มน้าวและจูงใจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการปรับพฤติกรรม เช่น การดูแลตัวเอง การออกกำลังกาย หรือการทำตามแผนการบำบัด ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้นและฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตามบ้านต้องใช้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการแทรกซ้อนหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ดูแลต้องคำนึงถึงทุกความต้องการ ตั้งแต่การให้ยาตรงเวลา การจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ และการดูแลกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด-ความรู้การป้องกันการติดเชื้อ (Infection Prevention and Control) การติดเชื้อเป็นภัยที่ร้ายแรงสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูง การมีความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคและรักษาผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ4LifelongLearning มี Micro-Credentials ที่ได้รับการออกแบบมาเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ที่Micro-Credentials การป้องกันการติดเชื้อสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มอาชีพงานดิจิทัล (Digital Jobs) หลังเหตุการณ์Covid-19 ทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของเรามากกว่าที่เคย หลายบริษัทปรับตัวเป็นการทำงานทางไกล (Remote Working) ทำให้เกิดการลงทุนกับซอฟต์แวร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จากปัจจัยนี้ทำให้ความต้องการแรงงานด้านเทคโนโลยีจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ของWorld Economic Forum จำนวนงานดิจิทัลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 73 ล้าน เป็น92 ล้านงานภายในปี2030นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Analyst) เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายองค์กรมีความต้องการมากขึ้น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นอาชีพที่มีหน้าที่ออกแบบ วางระบบและพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้มีความปลอดภัย อีกทั้งต้องทำการตรวจสอบ และดูแลความเรียบร้อยของระบบข้อมูลในองค์กร เพื่อป้องกันการโจมตีและการละเมิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้หลากหลายมิติแนวโน้มความต้องการ จากการที่เทคโนโลยีAI มีการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ตามมาได้ ส่งผลให้ความต้องการอาชีพนักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะยิ่งสูงมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน โดยมีคาดการณ์ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง33.3% จากฐานข้อมูลWorld Economic Forumทักษะที่เกี่ยวข้อง-ทักษะการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Assessment and Management) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูล จะต้องมีความสามารถในการระบุช่องโหว่และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ พร้อมวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าเพื่อจัดการและลดผลกระทบที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างเป็นระบบ-ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) นักวิเคราะห์ความปลอดภัยของข้อมูลจะต้องทำงานและขอความร่วมมือกับทีมต่าง ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ​ เพราะจะช่วยให้การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้กับทีมบริหารหรือทีมธุรกิจสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อน และเป็นปัจจัยสำคัญให้สามารถบรรลุแผนงานที่วางไว้ได้-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์อาจจะตรวจจับได้ยาก นักวิเคราะห์ความปลอดภัยจะต้องใส่ใจ รอบคอบต่อระบบ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยได้อยู่เสมอผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Expert) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เป็นกลุ่มอาชีพที่มีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล (Data) ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นData Scientist, Data Engineer และData Analyst ทั้ง3 อาชีพ มีการทำงานที่แตกต่างแต่เกี่ยวข้องกัน อย่างเช่นData Scientist (นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล) ทำหน้าที่สร้างModel โดยการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาเป็นต้นแบบ และมองหาผลลัพธ์เชิงลึก (Insight) จากการสร้าง Model ส่วนData Engineer (นักวิศวะข้อมูล) มีหน้าที่วางระบบการไหลของข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนที่จะต้องใช้งาน ในขณะที่Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล) จะต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจธุรกิจมากที่สุด เพื่อใช้ในการหาBusiness Insight จากชุดข้อมูลที่มีแนวโน้มความต้องการ จากการเติบโตของAI และMachine Learning จะยิ่งบีบบังคับให้หลายธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เกิดข้อมูล (Data) มหาศาล และข้อมูลตรงนี้จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ดังนั้นData Expert จึงยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคตทักษะที่เกี่ยวข้อง-การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลจะต้องมีทักษะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมจะนำไปวิเคราะห์หา Business Insight และเพิ่มคุณค่าของข้อมูลในมือมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การจัดระเบียบข้อมูล (Data Wrangling)-การนำเสนอข้อมูล (Data Visualization) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอาจจะต้องการทักษะในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นภาพ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งPython ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่องค์กรต้องตัดสินใจจากข้อมูล เพราะการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบภาพช่วยให้ผู้บริหารและทีมเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential Data Visualization ด้วยPython-การเรียนรู้แบบคล่องตัว (Learning Agility) เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ต้องอัปเดตทักษะและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเทคนิคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในภูมิทัศน์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Specialist) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ในการออกแบบ พัฒนา และปรับใช้ระบบAI ให้เข้ากับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้อนข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อให้AI มีความเข้าใจสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานแนวโน้มความต้องการ บริษัทMcKinsey บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลก วิเคราะห์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2030 กว่า70% ของบริษัททั่วโลกจะใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านAI มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจทักษะที่เกี่ยวข้อง-การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) ด้วยสโคปงานของผู้เชี่ยวชาญด้านAI ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การมีความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ออกเป็นข้อย่อย จะช่วยให้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนและสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากยิ่งขึ้น-การสื่อสาร (Communication Skill) เนื่องจากAI ต้องใช้ข้อมูลในการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญAI จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับทีมอื่น ๆ ทักษะการสื่อสารจึงมีความสำคัญ​ การอธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้แม้ไม่มีพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น-ทักษะการใส่ใจในรายละเอียด (Detail-Oriented Skill) การเรียนรู้และการพัฒนาAI มีความซับซ้อน ทักษะการใส่ใจในรายละเอียดจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นอาชีพที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกแบบ และวางแผนการพัฒนา บำรุงรักษา และปรับปรุงซอฟต์แวร์หรือDigital Product ต่าง ๆ ในที่นี้สามารถเป็นได้ทั้งโปรแกรม เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันแนวโน้มความต้องการ การปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ขององค์กรต่าง ๆ และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การทำงานแบบรีโมททางไกลมีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อเปิดรับตลาดแรงงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตธุรกิจด้านซอฟแวร์และอาชีพนักพัฒนาซอฟแวร์จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น 22% จากข้อมูลสำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐอเมริกาทักษะที่เกี่ยวข้อง-การสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเป็นลำดับขั้นตอนจะทำให้สามารถทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ในการพัฒนาระบบได้อย่างราบรื่นและตรงเป้าหมายได้เร็วขึ้น-ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ทักษะการคิดเชิงคำนวณเป็นกระบวนการคิดพื้นฐานสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม ที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้หลักการของวิทยาการคอมพิวเตอร์ หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential ทักษะการคิดเชิงคำนวณ-แนวคิดของผลิตภัณฑ์ (Product Mindset)Product Mindset เป็นแนวคิดการพัฒนาโซลูชันหรือซอฟต์แวร์ให้มีคุณค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งาน มากกว่าการทำให้เสร็จตามกำหนด (Requirement-Based Development) แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่โดดเด่น เพราะมีทักษะในการทำความเข้าใจผู้ใช้งาน และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในระยะยาว หากคุณสนใจพิสูจน์ทักษะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Micro-Credential การสร้าง Product Mindsetที่มา: https://www.4lifelonglearning.org

อ่านเพิ่มเติม

19 ธันวาคม 2568

เปลี่ยนงานบ่อย ดีจริงไหม? 58% วัยทำงาน Gen Z เปลี่ยนงานใหม่ในห้าปี

วัยทำงานรุ่นก่อนมักมีค่านิยมการทำงานอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานหลายปี แม้จะรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่เห็นโอกาสเติบโต เพราะความมั่นคงทางอาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ อีกทั้งการเปลี่ยนงานบ่อยถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่มั่นคงและไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวคิดนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างGen Zที่เห็นว่าการเปลี่ยนงานบ่อย หรือที่เรียกว่า "Job Hopping" เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ในระยะเวลาสั้นกว่าการทำงานกับบริษัทเดียวเป็นเวลานานแม้ว่าจะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนงานสามารถนำไปสู่เงินเดือนที่สูงขึ้นและโอกาสเติบโตที่รวดเร็วขึ้นจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปหรือถี่เกินไป อาจส่งผลเสียต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาวดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในสองสามปี ลองมาสำรวจกันก่อนว่าเทรนด์ทำงานนี้มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรJob Hoppingเป็นสัญญาณอันตรายต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ?!แนวโน้มการเปลี่ยนงานบ่อยได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มศักยภาพรายได้ของตนเอง จากผลการศึกษาของEduBirdieพบว่า38%ของGen Zในสหรัฐ ตั้งเป้าหมายที่จะมีเงินเดือนหกหลัก (100,000ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ3,300,000บาทต่อปี) ภายในอายุ30ปีอีกทั้ง 1ใน6ของกลุ่มตัวอย่าง เชื่อว่าจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่า200,000ดอลลาร์ต่อปี (6,700,000บาทต่อปี) เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าเฉลี่ยเงินเดือนของชาวอเมริกันในช่วงอายุ25-34ปี อยู่ที่เพียง57,356ดอลลาร์ต่อปี (1,900,000บาทต่อปี) เท่านั้นแม้ว่าJob Hoppingจะเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันแต่ก็ยังมีหลายฝ่ายที่มองว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างจากการสำรวจพบว่า37%ของฝ่ายสรรหาพนักงานมองว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นข้อเสียมาร์ตารีโฮวา (Marta Říhová)ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจากKickresumeอธิบายว่าเทรนด์ทำงานในรูปแบบ "เปลี่ยนงานบ่อย"เป็นวิธีที่พนักงานรุ่นใหม่ใช้เพื่อไต่เต้าในอาชีพได้เร็วขึ้นซึ่งพบมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเนื่องจากการเติบโตของสายงานนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงสำหรับวัยทำงานหลายๆคนนี่เป็นวิธีที่จะเร่งความก้าวหน้าในอาชีพการงานของพวกเขาได้โดยการศึกษาหนึ่งของLinkedInที่ทำกับชาวอเมริกัน1,250คนเมื่อไม่นานนี้เผยให้เห็นว่า58%ของผู้คนเปลี่ยนนายจ้างในช่วงห้าปีที่ผ่านมาในขณะที่เพียง17%เท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในงานปัจจุบันอย่างไรก็ตามรีโฮวาก็เตือนว่าหากเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจถูกมองว่าไม่มีความมั่นคงและไม่มีประสบการณ์ในงานใดงานหนึ่งมากพอนายจ้างบางบริษัทอาจกังวลว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนให้กับองค์กรหรืออาจขาดความรับผิดชอบในระยะยาวแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบริษัทเช่นกันบางองค์กรมองว่าพนักงานที่เปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลายรีโฮวาแนะนำว่าหากคุณเป็นคนที่เปลี่ยนงานบ่อยควรเตรียมคำตอบสำหรับการสัมภาษณ์งานให้ดีโดยเฉพาะเมื่อถูกถามว่าเหตุใดคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อยและแต่ละการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้คุณเติบโตอย่างไร4ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานภายในไม่กี่ปีเอเวอรี่ มอร์แกน (Avery Morgan)หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ EduBirdieเตือนว่า การรีบไล่ล่าเงินเดือนหกหลักเร็วเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิต เธออธิบายว่ามีข้อเสียที่ซ่อนอยู่4ประการเมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งเป้าหมายไปที่รายได้สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ1.ภาวะรวยเร็วเกินไป (Sudden Wealth Syndrome)มอร์แกนแนะนำว่า การประสบความสำเร็จอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยให้คุณมีเวลาปรับตัว พัฒนาทักษะ และสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้มากขึ้น หากคุณก้าวหน้าเร็วเกินไปโดยที่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง อาจทำให้คุณขาดความอดทน และไม่สามารถรับมือกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ ในชีวิตการงานได้2.เสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟเร็ว (Burnout Fast-Track)การไล่ล่ารายได้ที่สูงขึ้นด้วยการเปลี่ยนงานบ่อยอาจนำไปสู่ชั่วโมงทำงานที่หนักขึ้น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรม มอร์แกนกล่าวว่า "เงินที่ได้มาเร็ว ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆ" คุณอาจต้องแลกด้วยเวลาพักผ่อน พลังงาน และสุขภาพจิตของคุณเอง เธอแนะนำว่า ช่วงอายุ 20-30ปี ควรเป็นเวลาสำหรับการเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ไม่ใช่แค่การมุ่งหาเงินเดือนที่สูงที่สุด3.ติดกับดักความมั่นใจเกินตัว-ไม่เชี่ยวชาญจริง(Fake Expertise Trap)มอร์แกนเตือนว่าการประสบความสำเร็จเร็วเกินไป อาจทำให้บางคนขาดความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น คนที่ได้เงินเดือนสูงตั้งแต่อายุยังน้อยมักคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว (เป็นน้ำเต็มแก้ว) และไม่เปิดรับคำแนะนำใหม่ๆ เธอแนะนำว่า "ถ้าคุณคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้องนี้ ให้ลองเปลี่ยนไปห้องอื่นดูและไปอยู่ในที่ที่คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้"4.เกิดวิกฤติการหาความหมายในชีวิต (The Purpose Crisis)มอร์แกนบอกอีกว่า ในช่วงอายุ20-30ปี คุณอาจคิดว่าการได้เงินเดือนสูงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่พอถึงอายุแตะเลข30ขึ้นไป คุณอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?"เธอยกตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็วและหาเงินได้มหาศาล แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวเธอแนะนำว่า หากคุณกำลังมองหางานใหม่ ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าเงินเดือนไม่สูงเท่านี้ ฉันยังอยากทำงานนี้อยู่ไหม?"หากได้คำตอบคือ "ไม่" นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่คุณต้องทบทวนเส้นทางอาชีพของคุณใหม่แล้วท้ายที่สุดรีโฮวาสรุปว่า Job Hoppingไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณสามารถอธิบายได้ว่าการเปลี่ยนงานช่วยให้คุณเติบโตและพัฒนาทักษะอย่างไร เธอแนะนำให้ใช้ จดหมายสมัครงาน (Cover Letter)เพื่ออธิบายประสบการณ์ของคุณ และทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีศักยภาพในการเติบโตหากคุณเป็นผู้ลูกจ้างที่กำลังหางานใหม่อย่าลืมเตรียมคำตอบให้ดีเมื่อถูกถามถึงเหตุผลของการเปลี่ยนงานในขณะที่หากคุณเป็นนายจ้าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินพนักงานจากประวัติการเปลี่ยนงานบ่อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความสามารถและศักยภาพของพวกเขาด้วยที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1170314

อ่านเพิ่มเติม

15 ธันวาคม 2568

AI อาจทำ 5 อาชีพเสี่ยงหายไปในอีก 20 ปี ทั้งแคชเชียร์ คนขับรถ นักข่าว

แม้ผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ จะมองโลกในแง่ดีว่าAIจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และการทำงานในอนาคต แต่หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า แล้วพนักงานในบางสายอาชีพจะอยู่ตรงไหนในวันที่เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนได้เกือบหมด?รายงานล่าสุดจากPew Research Center เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านAI กว่า1,000 คน เทียบกับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอีกกว่า5,000 คน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีมุมมองต่อAI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคฯ และAI กว่า56% เชื่อว่าAI จะส่งผลดีต่อตลาดแรงงานในสหรัฐภายใน20 ปีข้างหน้า ขณะที่ประชาชนทั่วไปเห็นด้วยเพียง17% เท่านั้น และแม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่เชื่อว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็เตือนว่า “บางอาชีพ” มีความเสี่ยงสูงที่จะหายไปหรือถูกแทนที่ด้วยAI อย่างสมบูรณ์​5 อาชีพเสี่ยงหายไปมากที่สุดในอีก 20 ปีเหตุโดนAI ดิสรัปต์แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่กังวลว่าAI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง แต่พวกเขาก็แสดงความเห็นด้วยว่าบางอาชีพมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ โดยอาชีพ5 อันดับแรกที่เสี่ยงจะหายไปในอนาคต ได้แก่- แคชเชียร์ (พนักงานเก็บเงิน) : ผู้เชี่ยวชาญ73% เชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง-คนขับรถบรรทุก : ผู้เชี่ยวชาญ62%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-นักข่าว : ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-พนักงานโรงงาน :ผู้เชี่ยวชาญ60%เชื่อว่ามีความเสี่ยง-วิศวกรซอฟต์แวร์ : ผู้เชี่ยวชาญ50%เชื่อว่ามีความเสี่ยงน่าสนใจว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญว่ามีหลายอาชีพที่เสี่ยงสูง แต่กรณี “คนขับรถบรรทุก” กลับมีประชาชนเพียง33% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า "เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ" มีแนวโน้มพัฒนาเร็ว และอาจแทนที่แรงงานคนขับรถได้ในไม่ช้าความกังวลเรื่องงาน และความเป็นมนุษย์ที่อาจหายไปเจฟฟ์ ก็อตต์ฟรีด (Jeff Gottfried) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของPew ให้สัมภาษณ์กับ CNBC Make It ว่า ความกลัวAI จะมาแย่งงาน และลดทอนการเชื่อมโยงของมนุษย์เป็นเรื่องที่คนอเมริกันกังวลมาอย่างยาวนานแม้ประชาชน และผู้เชี่ยวชาญจะมีมุมมองต่างกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งสองกลุ่มก็เห็นตรงกันในบางประเด็น เช่น เชื่อว่าAI อาจช่วยเหลือได้มากในด้านการแพทย์, ยังไม่เชื่อว่า AI จะช่วยให้ข่าวหรือการเลือกตั้งแม่นยำขึ้น, อยากมีอำนาจควบคุมการใช้AI ในชีวิตของตนเองมากกว่านี้แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ต่างก็ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเชื่อว่าเอกชนจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมีความรับผิดชอบ“เราคิดว่าการฟังทั้งสองฝั่งมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องของใครถูกหรือผิด แต่คือ การเข้าใจประสบการณ์ และมุมมองของแต่ละกลุ่มที่จำเป็นต่อบทสนทนาเรื่องอนาคตของAI”ก็อตต์ฟรีด อธิบายในมุมมองของเขาพนักงานหญิงสายงานเทคฯ ยังมองAI ด้วยความหวาดระแวงแม้แต่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสายเทคฯ เอง ก็มีความเห็นที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในมหาวิทยาลัยมักจะสงสัยเกี่ยวกับAI มากกว่าคนที่ทำงานในภาคเอกชนว่า บริษัทพัฒนาAI มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงหรือไม่นอกจากนี้ยังพบความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างเพศชาย และเพศหญิงอย่างชัดเจนโดยพนักงานชายที่ทำงานด้าน AI มากถึง63% มองว่าAI จะส่งผลดีต่อสหรัฐขณะที่พนักงานหญิงเห็นด้วยกับประเด็นนี้เพียง 36% เท่านั้น ตามรายงานยังบอกอีกว่า พนักงานชายยังรู้สึก “ตื่นเต้น” เกี่ยวกับAI มากกว่าผู้หญิง (53% vs. 30%) และมองว่าAI จะส่งผลดีต่อชีวิตตนเองมากกว่าด้วย (81% vs. 64%)อีกทั้งมีผลวิจัยก่อนหน้านี้ที่รายงานว่า งานที่มักมีผู้หญิงทำ เช่น งานธุรการ และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ง่าย และเมื่อผู้หญิงมีสัดส่วนน้อยในอุตสาหกรรมAI ก็ยิ่งส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในระยะยาวเคย์ เฟิร์ธ-บัตเตอร์ฟิลด์ (Kay Firth-Butterfield) หัวหน้าฝ่ายAI ของWorld Economic Forum เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “คนที่พัฒนาAI ควรสะท้อนความหลากหลายของประชากรทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม” และนั่นอาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่า ทำไมเราต้องฟังเสียงของทุกคนในวันที่AI กำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาลที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1175443?anm

อ่านเพิ่มเติม

ข่าว

25 เมษายน 2566

ประกาศแจ้งเตือนจากบริษัทในกลุ่มอมตะ

18 เมษายน 2566

สมัครงานยังไง ?...ให้ได้งาน พบกับ 10 เทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ !!

บทความ

04 ธันวาคม 2568

7 เทรนด์การทำงานปี 2026 ที่ทุกองค์กรต้องเตรียมรับมือ

17 พฤศจิกายน 2568

พนักงานแบบไหนที่ผู้ประกอบการต้องการตัว

13 พฤศจิกายน 2568

เมื่องานมากขึ้นขอขึ้นเงินเดือนได้ไหม คำถามคาใจที่พนักงานสงสัย

21 ตุลาคม 2568

10 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิตและวิธีตอบให้ประทับใจ

10 ตุลาคม 2568

บุคลิกภาพกับการเลือกอาชีพ

11 กันยายน 2568

เปิดลิสต์ 6 ทักษะดิจิทัล ที่คนทำงานต้องมีในปี 2026 ถ้าไม่อยาก “ตกรุ่น” ห้ามพลาด!

02 กันยายน 2568

7 เทคนิคสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งาน

29 สิงหาคม 2568

The Future-Ready Executive: เตรียมพร้อมผู้นำสู่ปี 2026

18 สิงหาคม 2568

ไขความลับ AI ยิ่งใช้ยิ่งฉลาด ไม่ขาด Critical Thinking

13 สิงหาคม 2568

ปีแห่งการปรับตัวของมนุษย์ สำรวจเทรนด์ทำงานน่าจับตาประจำปี 2025

04 สิงหาคม 2568

ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัว องค์กร 53% จ่อจ้างงานเพิ่ม แต่เทรนด์ ‘จ้างงานยืดหยุ่น’ มาแรง Part-time พุ่งเท่าตัว สะท้อนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

29 กรกฎาคม 2568

เขียนประสบการณ์ทำงาน (Work Experience) ลงในเรซูเม่ให้ได้เปรียบคนอื่น

10 มิถุนายน 2568

10 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิตและวิธีตอบให้ประทับใจ

28 พฤษภาคม 2568

เจาะลึกบุคลิก ‘Ambivert’ คนที่ทั้งเก็บตัวและเปิดเผย ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกธุรกิจยุคใหม่

21 พฤษภาคม 2568

คนเก่งยุคใหม่ ต้องมี ‘Human Skills’ เพราะ LinkedIn เผย ‘ไกล่เกลี่ย’ คือทักษะที่ตลาดต้องการในปี 2025

13 พฤษภาคม 2568

คนรุ่นใหม่ใช้ AI ช่วยสมัครงาน-เขียนเรซูเม่-ฝึกซ้อมสัมภาษณ์งาน

07 พฤษภาคม 2568

สำรวจ Future of Work ปี 2025 เมื่อ AI มาแรง – ต้องแย่งชิง Talent – ความยืดหยุ่นในการทำงานเพิ่มขึ้น

28 เมษายน 2568

8 ทักษะความเป็นผู้นำที่สำคัญในปี 2025

21 เมษายน 2568

9 คำถามสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ สัมภาษณ์ทีไรเจอแน่นอน ตอบยังไงไปดูกัน

17 เมษายน 2568

The Future of Jobs 2025 ชี้ทักษะแห่งอนาคต พร้อมแนะกลยุทธ์สร้างมนุษย์แห่งอนาคต (Future Human) สำหรับประเทศไทย

08 เมษายน 2568

กลยุทธ์คนทำงาน เงินพุ่ง งานรุ่ง ใครก็แทนไม่ได้

01 เมษายน 2568

ฉายทิศทางตลาดงานปี 2025 งานไหนมาแรง เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้เป็นคนตกงาน

25 มีนาคม 2568

เขียนประสบการณ์ทำงาน (Work Experience) ลงในเรซูเม่ให้ได้เปรียบคนอื่น

17 มีนาคม 2568

7 แนวคิดของการทำงานยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพ

12 มีนาคม 2568

7 เทรนด์การทำงานน่าติดตามที่จะมาเปลี่ยนชีวิตการทำงาน ปี 2025

14 มกราคม 2568

10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025

07 มกราคม 2568

เจาะลึก...งานประจำกับฟรีแลนซ์..ต่างกันตรงไหน..แบบไหนที่ใช่..มากที่สุด

16 ธันวาคม 2567

20 เทรนด์อาชีพมาแรงในอนาคต ปี 2025-2029

04 ธันวาคม 2567

14 คำแนะนำดีๆ สำหรับคนเริ่มต้นหางาน ให้ได้งานที่ใช่

26 พฤศจิกายน 2567

รู้จัก 4 รูปแบบหลักในการสัมภาษณ์งานของผู้สมัคร

15 พฤศจิกายน 2567

เขียนประสบการณ์ทำงาน (Work Experience) ลงในเรซูเม่ ให้ได้เปรียบคนอื่น

26 กันยายน 2567

14 เครื่องมือ AI ที่ชาวออฟฟิศต้องมี ช่วยให้ทำงานง่ายสบายกว่าเดิม

16 กันยายน 2567

รู้จักกับ RESUME, CV และ PORTFOLIO พร้อมเคล็ดลับการสร้างสรรค์ให้โดนใจ HR

10 กันยายน 2567

โลกในปี 2025 จะเป็นอย่างไร 10 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลกที่ต้องจับตา

04 กันยายน 2567

ทักษะ "Soft Skills" ที่จําเป็นต้องพัฒนาสู่ปี 2025 จากมุมมองของนักการตลาด

29 สิงหาคม 2567

"10 อันดับ" อาชีพอินเทรนด์ในปี 2567 มีแนวโน้มเติบโต..ไม่จม..ไม่หาย..แถมทำรายได้ดี !

07 พฤษภาคม 2567

ึึ7 เทรนด์ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนเพื่อประยุกต์ใช้ในปี 2567

22 กุมภาพันธ์ 2567

วิธีรับมือ 7 คำถาม “สัมภาษณ์งาน” ที่คนสมัครงานมักจะต้องเจอ

22 กุมภาพันธ์ 2567

อัปเดต 5 เทรนด์การทำงานประจำปี 2024

18 เมษายน 2566

ส่องเทรนด์อาชีพปี 66 พบ 14 อาชีพรุ่ง-5 อาชีพร่วง

18 เมษายน 2566

“แค๊บหมู” ทำกินเองได้ ทำขายรายได้ดี

กิจกรรม

04 เมษายน 2568

อมตะซิตี้ ระยอง ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง

31 มีนาคม 2568

อมตะจับมือซูมิโตโม รับเบอร์ ชวนพนักงานร่วมเป็นฮีโร่ กับโครงการ “100 ล้านซีซี โลหิตชาวอมตะเพื่อสภากาชาดไทย”

25 มีนาคม 2568

อมตะซิตี้ ชลบุรี ร่วมกับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี จัดกิจกรรม Eco Green Network ประจำปี 2568
ติดต่อเรา
บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
  • 700 บางนา-ตราด กม. 57 อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
  • 03 893 9007
บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัด
  • 7 ทางหลวงหมายเลข 331 กม. 39 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230
  • 03 849 7007
ข้อมูลติดต่อ
  • amatajobsonline@amata.com
ช่องทางการติดตาม