1. ระบุตำแหน่งงานและคุณสมบัติที่ต้องการอย่างชัดเจนสิ่งแรกที่ผู้สมัครจะสนใจคือตำแหน่งงานและคุณสมบัติที่ต้องการ ดังนั้นจึงควรระบุข้อมูลเหล่านี้ให้ชัดเจนและครบถ้วน โดยควรระบุชื่อตำแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ ทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็น รวมถึงคุณสมบัติอื่นๆ ที่ผู้สมัครควรมี2. ใช้ภาษาที่กระชับ เข้าใจง่ายประกาศหางานควรใช้ภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้สมัครสามารถอ่านและเข้าใจข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคหรือภาษาที่เข้าใจยาก เพื่อให้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการสามารถสมัครงานได้3. เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงานนอกจากระบุถึงคุณสมบัติที่ต้องการแล้ว ประกาศหางานควรเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงาน เช่น เงินเดือน สวัสดิการ โบนัส โอกาสในการพัฒนาทักษะและเติบโตในสายอาชีพ เป็นต้น4. เผยแพร่ประกาศให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายควรเผยแพร่ประกาศหางานให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเลือกช่องทางที่เหมาะสม เช่น เว็บไซต์หางาน สื่อโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์ของบริษัทเอง5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ประกาศหางาน ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเคล็ดลับเพิ่มเติมนอกจากเคล็ดลับข้างต้นแล้ว ยังมีเคล็ดลับเพิ่มเติมในการลงประกาศหางานให้ได้คนที่ตรงเป้าหมาย ดังนี้ใส่ภาพประกอบหรือวิดีโอประกอบประกาศหางาน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดผู้สมัครตอบกลับผู้สมัครที่ส่งใบสมัครงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงถึงความใส่ใจและโอกาสในการทำงานเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการสมัครงาน เพื่อปรับปรุงประกาศหางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นการปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถลงประกาศหางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพได้ที่มา : www.bestjob.com
อ่านเพิ่มเติม
1. AI Workflows: งานไหลลื่นด้วย Automation เต็มรูปแบบหลังจากนี้ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมการทำงานอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือ AI-Native กับระบบที่ต้องคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า อย่าง Supply Chain หรือโรงงานที่ปรับแผนการผลิตอัตโนมัติตามคำสั่งลูกค้าและวัตถุดิบที่มีอยู่ความสามารถหลักของคนทำงานคือ ทักษะการคิดแก้ปัญหาแบบ AI เพื่อออกแบบงานให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และต้นทุนต่ำลง2. ออฟฟิศกลายเป็น Ecosystem ที่เชื่อมทุกการทำงานการทำงานในรูปแบบ Hybrid หรือ Remote กลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรจึงต้องพัฒนา “ระบบนิเวศการทำงาน” ที่เชื่อมทุกพื้นที่ เช่น ออฟฟิศ บ้าน และ Co-working รวมถึงเครื่องมือ และเครือข่ายการสื่อสาร ให้สามารถทำงานได้ลื่นไหลไร้รอยต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทุกที่บนโลก และเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน3. บางงานหายไป บางงานกำลังโต และงานใหม่ก็เกิดขึ้นงานที่เป็นกระบวนการซ้ำ ๆ โดยเฉพาะงานธุรการ งานในระดับ Middle Manager ถูกลดความสำคัญลง แต่บางสายงานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานก่อสร้าง การศึกษา เทคโนโลยี และงานด้านมนุษย์ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเช่นกัน การวางแผนเส้นทางอาชีพใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดจึงจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน4. Human Skills คือทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อ AI ทำงานซ้ำซากได้หมด ทักษะความเป็นมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึงจะยิ่งมีคุณค่า เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็น “ทองคำ” ในตลาดแรงงานการเน้น Soft Skills และความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแยกออกจาก AI ได้5. HR และผู้นำจะประเมินพนักงานด้วยข้อมูลจริงยุคของการประเมินปีละครั้งแบบใช้เพียงสัญชาตญาณจะเริ่มหายไป องค์กรจะใช้ Data และ AI มาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกับทีม แม้ต้องระวังเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใส แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จะช่วยให้ HR ตัดสินใจได้แม่นยำ เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้6. Employee Experience กลายเป็นหัวใจในการดึงดูดคนเก่งองค์กรจะใช้หลัก Customer Experience มาปรับใช้กับการดูแลพนักงาน หรือ Employee Experience ตั้งแต่สรรหา Onboarding ไปจนถึงงานประจำวัน จุดประสงค์คือกำจัด Pain Points และทำให้คนเก่งอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้สวัสดิการดีอย่างเดียว7. การเกษียณกลายเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบนุ่มนวล”เมื่อผู้สูงวัยมีสุขภาพดีขึ้น โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเลือกทำงานแบบ Contract / Freelance มากขึ้น ทำให้การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงานทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดชั่วโมงงาน ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สูงวัยมีรายได้ต่อเนื่อง และองค์กรได้ใช้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากพนักงานอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบทสรุปส่งท้าย “พร้อมเปิดรับทักษะใหม่ ๆ ยังไงก็รอด”แม้เทรนด์ปี 2026 หรืออีก 5 ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าองค์กรจะยังให้คุณค่าทักษะหรือตำแหน่งงานปัจจุบันของเราไหม แต่คนที่ “รู้ทัน” และ “ปรับตัวก่อน” จะได้เปรียบเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานที่อยากใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นผู้นำที่ต้องการเตรียมองค์กรรับยุค Disruption ขอแค่เตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสความสำเร็จไว้ในมือที่มา : www.truedigitalacademy.com
อ่านเพิ่มเติม
หลายครั้งที่AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดภาระงานและแบ่งเบาการทำงานของพนักงาน ทำให้มีเวลาไปคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น และการนำAI มาใช้ยังถูกคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้งานเสร็จได้รวดเร็ว แต่งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่า ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปสะท้อนจากการศึกษาของBoston Consulting Group (BCG) พบว่า พนักงานที่ต้องคอยดูแลหรือจัดการAI agent หลายตัว ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ออกแบบมาให้ทำงานแทนมนุษย์ ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตตอบคำถาม มักเกิดอาการทางจิตใจแบบเฉียบพลัน หลังจากผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายอธิบายว่ารู้สึกเหมือนมีเสียงฟุ้งในหัว ทำให้เหนื่อยล้าและมีสมาธิลดลงโดยนักวิจัยเรียกอาการนี้ว่า ‘AI Brain Fry’ หรือความเหนื่อยล้าทางสมองจากการใช้เครื่องมือ AI มากเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะรับมือได้งานวิจัยที่เผยแพร่ในHarvard Business Reviewยังรายงานว่า แทนที่AI จะช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้น หลายคนกลับต้องใช้เวลาไปกับการจัดการและสลับงานจากระบบAI หลายตัว ส่งผลให้งานมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ ความเครียดทางจิตใจจากการใช้AI ยังมีต้นทุนแฝง เช่น ความผิดพลาดในการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากภาวะความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ ไปจนถึงความคิดอยากลาออกจากงานพนักงานบางคนอธิบายประสบการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนมีแท็บในสมองเปิดพร้อมกันหลายแท็บ ยกตัวอย่าง ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมระดับอาวุโสรายหนึ่งเล่าว่า การต้องดูแลระบบAI หลายตัวทำให้รู้สึกเหมือนมีแท็บเบราว์เซอร์เปิดอยู่ในหัวเป็นสิบแท็บ เขาเริ่มอ่านข้อความเดิมซ้ำๆ ตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าปกติ และหงุดหงิดง่ายขึ้น ราวกับมีสัญญาณรบกวนอยู่ในความคิดตลอดเวลาอีกทั้งนักวิจัยยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับประสบการณ์ของคนรุ่นมิลเลนเนียลในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ต้องคอยดูแลTamagotchi สัตว์เลี้ยงดิจิทัลยอดนิยมในยุคนั้น ซึ่งต้องคอยตรวจสอบและตอบสนองตลอดเวลาขณะเดียวกัน งานวิจัยก่อนหน้าของHarvard Business Review ยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาหนึ่งที่เรียกว่า Workslop หมายถึงเอกสารหรือเนื้อหาที่AI สร้างขึ้นแต่มีคุณภาพต่ำ เช่น บันทึกภายในองค์กร สไลด์นำเสนอ หรือเอกสารเสนอแผนงาน ส่งผลให้เพื่อนร่วมงานต้องเสียเวลามาแก้ไขข้อผิดพลาดของAI เพิ่มขึ้นด้านGabriella Rosen Kellerman จิตแพทย์และผู้ร่วมเขียนรายงาน อธิบายว่าWorkslop สะท้อนภาวะที่เรียกว่าcognitive surrender หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเริ่มขาดแรงจูงใจและปล่อยให้AI ทำงานแทนโดยแทบไม่ตรวจสอบผลลัพธ์ ตรงกันข้ามกับภาวะBrain Fry ที่เกิดจากการพยายามควบคุมหรือแข่งขันกับAI มากเกินไปแม้แต่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน Francesco Bonacci ซีอีโอของบริษัทCua AI เรียกอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานกับAI ว่าvibe coding paralysis ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทรนด์ในซิลิคอนแวลลีย์ที่นักพัฒนาใช้AI ช่วยเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วแทนการเขียนเองพร้อมยังโพสต์บนแพลตฟอร์มX ว่า ความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากตัวงาน แต่เกิดจากการต้องคอยจัดการงานจำนวนมากพร้อมกัน เช่น โปรเจกต์โค้ดหลายโปรเจกต์ ฟีเจอร์ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ และงานแก้ไขเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านMatthew Kropp ผู้อำนวยการของBoston Consulting Group และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย เปรียบเทียบว่า การจัดการAI หลายตัวเหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถแต่ถูกให้ขับเฟอรารี่ แม้จะสามารถวิ่งได้เร็ว แต่ก็ยากต่อการควบคุม ซึ่งมองว่าปัญหานี้อาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีใหม่แม้แต่นักพัฒนาAI เองก็ยังเผชิญความผิดพลาด เช่น กรณีที่ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยAI ของMeta เปิดเผยว่าเธอต้องรีบวิ่งไปหยุดเครื่อง Mac mini ของตัวเอง หลังบอตAI เกือบลบอีเมลทั้งหมดในกล่องจดหมายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเปรียบเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนกำลังปลดชนวนระเบิดอย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าอาการBrain Fry แตกต่างจากภาวะBurnout ซึ่งเป็นความเครียดสะสมระยะยาวจากการทำงาน โดยBrain Fry เป็นอาการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นชั่วคราว และจะเริ่มดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนที่มา: https://thestandard.co/ai-brain-fry-employee-fatigue/
อ่านเพิ่มเติม