1. AI Workflows: งานไหลลื่นด้วย Automation เต็มรูปแบบหลังจากนี้ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมการทำงานอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือ AI-Native กับระบบที่ต้องคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า อย่าง Supply Chain หรือโรงงานที่ปรับแผนการผลิตอัตโนมัติตามคำสั่งลูกค้าและวัตถุดิบที่มีอยู่ความสามารถหลักของคนทำงานคือ ทักษะการคิดแก้ปัญหาแบบ AI เพื่อออกแบบงานให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และต้นทุนต่ำลง2. ออฟฟิศกลายเป็น Ecosystem ที่เชื่อมทุกการทำงานการทำงานในรูปแบบ Hybrid หรือ Remote กลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรจึงต้องพัฒนา “ระบบนิเวศการทำงาน” ที่เชื่อมทุกพื้นที่ เช่น ออฟฟิศ บ้าน และ Co-working รวมถึงเครื่องมือ และเครือข่ายการสื่อสาร ให้สามารถทำงานได้ลื่นไหลไร้รอยต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทุกที่บนโลก และเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน3. บางงานหายไป บางงานกำลังโต และงานใหม่ก็เกิดขึ้นงานที่เป็นกระบวนการซ้ำ ๆ โดยเฉพาะงานธุรการ งานในระดับ Middle Manager ถูกลดความสำคัญลง แต่บางสายงานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานก่อสร้าง การศึกษา เทคโนโลยี และงานด้านมนุษย์ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเช่นกัน การวางแผนเส้นทางอาชีพใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดจึงจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน4. Human Skills คือทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อ AI ทำงานซ้ำซากได้หมด ทักษะความเป็นมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึงจะยิ่งมีคุณค่า เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็น “ทองคำ” ในตลาดแรงงานการเน้น Soft Skills และความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแยกออกจาก AI ได้5. HR และผู้นำจะประเมินพนักงานด้วยข้อมูลจริงยุคของการประเมินปีละครั้งแบบใช้เพียงสัญชาตญาณจะเริ่มหายไป องค์กรจะใช้ Data และ AI มาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกับทีม แม้ต้องระวังเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใส แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จะช่วยให้ HR ตัดสินใจได้แม่นยำ เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้6. Employee Experience กลายเป็นหัวใจในการดึงดูดคนเก่งองค์กรจะใช้หลัก Customer Experience มาปรับใช้กับการดูแลพนักงาน หรือ Employee Experience ตั้งแต่สรรหา Onboarding ไปจนถึงงานประจำวัน จุดประสงค์คือกำจัด Pain Points และทำให้คนเก่งอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้สวัสดิการดีอย่างเดียว7. การเกษียณกลายเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบนุ่มนวล”เมื่อผู้สูงวัยมีสุขภาพดีขึ้น โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเลือกทำงานแบบ Contract / Freelance มากขึ้น ทำให้การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงานทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดชั่วโมงงาน ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สูงวัยมีรายได้ต่อเนื่อง และองค์กรได้ใช้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากพนักงานอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบทสรุปส่งท้าย “พร้อมเปิดรับทักษะใหม่ ๆ ยังไงก็รอด”แม้เทรนด์ปี 2026 หรืออีก 5 ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าองค์กรจะยังให้คุณค่าทักษะหรือตำแหน่งงานปัจจุบันของเราไหม แต่คนที่ “รู้ทัน” และ “ปรับตัวก่อน” จะได้เปรียบเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานที่อยากใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นผู้นำที่ต้องการเตรียมองค์กรรับยุค Disruption ขอแค่เตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสความสำเร็จไว้ในมือที่มา : www.truedigitalacademy.com
อ่านเพิ่มเติม
หลายครั้งที่AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดภาระงานและแบ่งเบาการทำงานของพนักงาน ทำให้มีเวลาไปคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น และการนำAI มาใช้ยังถูกคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้งานเสร็จได้รวดเร็ว แต่งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่า ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปสะท้อนจากการศึกษาของBoston Consulting Group (BCG) พบว่า พนักงานที่ต้องคอยดูแลหรือจัดการAI agent หลายตัว ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ออกแบบมาให้ทำงานแทนมนุษย์ ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตตอบคำถาม มักเกิดอาการทางจิตใจแบบเฉียบพลัน หลังจากผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายอธิบายว่ารู้สึกเหมือนมีเสียงฟุ้งในหัว ทำให้เหนื่อยล้าและมีสมาธิลดลงโดยนักวิจัยเรียกอาการนี้ว่า ‘AI Brain Fry’ หรือความเหนื่อยล้าทางสมองจากการใช้เครื่องมือ AI มากเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะรับมือได้งานวิจัยที่เผยแพร่ในHarvard Business Reviewยังรายงานว่า แทนที่AI จะช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้น หลายคนกลับต้องใช้เวลาไปกับการจัดการและสลับงานจากระบบAI หลายตัว ส่งผลให้งานมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ ความเครียดทางจิตใจจากการใช้AI ยังมีต้นทุนแฝง เช่น ความผิดพลาดในการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากภาวะความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ ไปจนถึงความคิดอยากลาออกจากงานพนักงานบางคนอธิบายประสบการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนมีแท็บในสมองเปิดพร้อมกันหลายแท็บ ยกตัวอย่าง ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมระดับอาวุโสรายหนึ่งเล่าว่า การต้องดูแลระบบAI หลายตัวทำให้รู้สึกเหมือนมีแท็บเบราว์เซอร์เปิดอยู่ในหัวเป็นสิบแท็บ เขาเริ่มอ่านข้อความเดิมซ้ำๆ ตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าปกติ และหงุดหงิดง่ายขึ้น ราวกับมีสัญญาณรบกวนอยู่ในความคิดตลอดเวลาอีกทั้งนักวิจัยยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับประสบการณ์ของคนรุ่นมิลเลนเนียลในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ต้องคอยดูแลTamagotchi สัตว์เลี้ยงดิจิทัลยอดนิยมในยุคนั้น ซึ่งต้องคอยตรวจสอบและตอบสนองตลอดเวลาขณะเดียวกัน งานวิจัยก่อนหน้าของHarvard Business Review ยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาหนึ่งที่เรียกว่า Workslop หมายถึงเอกสารหรือเนื้อหาที่AI สร้างขึ้นแต่มีคุณภาพต่ำ เช่น บันทึกภายในองค์กร สไลด์นำเสนอ หรือเอกสารเสนอแผนงาน ส่งผลให้เพื่อนร่วมงานต้องเสียเวลามาแก้ไขข้อผิดพลาดของAI เพิ่มขึ้นด้านGabriella Rosen Kellerman จิตแพทย์และผู้ร่วมเขียนรายงาน อธิบายว่าWorkslop สะท้อนภาวะที่เรียกว่าcognitive surrender หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเริ่มขาดแรงจูงใจและปล่อยให้AI ทำงานแทนโดยแทบไม่ตรวจสอบผลลัพธ์ ตรงกันข้ามกับภาวะBrain Fry ที่เกิดจากการพยายามควบคุมหรือแข่งขันกับAI มากเกินไปแม้แต่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน Francesco Bonacci ซีอีโอของบริษัทCua AI เรียกอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานกับAI ว่าvibe coding paralysis ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทรนด์ในซิลิคอนแวลลีย์ที่นักพัฒนาใช้AI ช่วยเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วแทนการเขียนเองพร้อมยังโพสต์บนแพลตฟอร์มX ว่า ความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากตัวงาน แต่เกิดจากการต้องคอยจัดการงานจำนวนมากพร้อมกัน เช่น โปรเจกต์โค้ดหลายโปรเจกต์ ฟีเจอร์ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ และงานแก้ไขเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านMatthew Kropp ผู้อำนวยการของBoston Consulting Group และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย เปรียบเทียบว่า การจัดการAI หลายตัวเหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถแต่ถูกให้ขับเฟอรารี่ แม้จะสามารถวิ่งได้เร็ว แต่ก็ยากต่อการควบคุม ซึ่งมองว่าปัญหานี้อาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีใหม่แม้แต่นักพัฒนาAI เองก็ยังเผชิญความผิดพลาด เช่น กรณีที่ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยAI ของMeta เปิดเผยว่าเธอต้องรีบวิ่งไปหยุดเครื่อง Mac mini ของตัวเอง หลังบอตAI เกือบลบอีเมลทั้งหมดในกล่องจดหมายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเปรียบเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนกำลังปลดชนวนระเบิดอย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าอาการBrain Fry แตกต่างจากภาวะBurnout ซึ่งเป็นความเครียดสะสมระยะยาวจากการทำงาน โดยBrain Fry เป็นอาการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นชั่วคราว และจะเริ่มดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนที่มา: https://thestandard.co/ai-brain-fry-employee-fatigue/
อ่านเพิ่มเติม
ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แรงบันดาลใจในการทำงาน คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เรายังลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีความหมาย ไม่ว่าวันนั้นจะต้องเจอกับความกดดัน ความเหนื่อยล้า หรือความไม่แน่นอนแค่ไหนก็ตามหลายคนอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า แรงบันดาลใจในการทำงาน คืออะไร และ แรงบันดาลใจในการทำงาน มีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้เรากลับมามีพลังอีกครั้ง บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจแนวคิด ข้อคิด และคำคมที่ช่วย ปลุกใจ กำลังใจ ในการทำงาน ให้กลับมาสดใสอีกครั้งKey Takeawayแรงบันดาลใจในการทำงาน แบ่งได้เป็นแรงจูงใจจากภายในและภายนอก ซึ่งควรพัฒนาไปพร้อมกันข้อคิดดี ๆ ในการทำงาน และ คำคมแรงบันดาลใจ ช่วยปรับมุมมอง เพิ่มกำลังใจ และลดภาวะหมดไฟการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เช่นHappy Workplace และ Employee Experience ช่วยรักษาแรงบันดาลใจได้ในระยะยาวแรงบันดาลใจในการทำงานมีกี่ประเภท?แรงจูงใจจากภายใน (Inner Motivation)แรงจูงใจจากภายใน คือพลังขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นจาก “ความรู้สึกข้างในใจ” ของตัวเราเอง ไม่ได้อิงกับรางวัลหรือแรงกดดันจากภายนอก แต่เกิดจากการที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำ มีความหมาย มีคุณค่า และสอดคล้องกับตัวตนของเรา แรงจูงใจประเภทนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยั่งยืนที่สุดตัวอย่างของแรงจูงใจจากภายใน ได้แก่ความภูมิใจในผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นความรู้สึกว่าได้พัฒนาทักษะและเติบโตขึ้นในทุกวันการได้ทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตหรือคุณค่าที่เชื่อความสุขจากการได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่คนที่มีแรงจูงใจจากภายในสูง มักไม่จำเป็นต้องพึ่ง คำคมปลุกใจ หรือ คําคมกําลังใจทํางาน จากภายนอกมากนัก เพราะพวกเขามองเห็นเหตุผลของการตื่นมาทำงานในทุกวันอย่างชัดเจน แรงจูงใจลักษณะนี้จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับ แรงบันดาลใจในชีวิต และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตโดยรวม ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจจากภายในไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยการทบทวนตัวเองอยู่เสมอ เช่นงานที่เราทำตอบโจทย์ชีวิตเราจริงหรือไม่เราได้เรียนรู้อะไรจากงานนี้บ้างงานนี้พาเราเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวหรือไม่การตั้งคำถามเหล่านี้ คือหนึ่งใน ข้อคิดในการทำงาน ที่ช่วยให้เรายังรักษา กำลังในการทำงาน ไว้ได้ แม้ในวันที่เจออุปสรรคหรือความกดดันสูงแรงจูงใจจากภายนอก (Outer Motivation)แรงจูงใจจากภายนอก คือแรงกระตุ้นที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร หัวหน้า ทีมงาน หรือระบบการทำงาน เช่นเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการคำชม การยอมรับ หรือการให้เครดิตผลงานโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งหรือเติบโตในสายอาชีพการมีหัวหน้าหรือRole Model ที่ดีในองค์กรแรงจูงใจจากภายนอกมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงที่พนักงานรู้สึกเหนื่อย ท้อ หรือกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง กำลังใจ คำคม การทำงาน ในเชิงรูปธรรม ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “ความพยายามของตัวเองมีคนเห็น”องค์กรที่ออกแบบระบบHRMและHRDอย่างเหมาะสม จะสามารถใช้แรงจูงใจจากภายนอกเป็นเครื่องมือในการ การสร้างแรงบันดาลใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบประเมินผลงานที่ยุติธรรมเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจนวัฒนธรรมการให้ฟีดแบ็กเชิงบวกอย่างไรก็ตาม แรงจูงใจจากภายนอกมักมีข้อจำกัด คือให้ผลดีในระยะสั้น หากขาดแรงจูงใจจากภายในมารองรับ พนักงานอาจทำงานเพียงเพื่อ “ให้ได้รางวัล” มากกว่าการทำงานด้วยความตั้งใจจริงนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายองค์กรที่มีค่าตอบแทนดี แต่ขาดวัฒนธรรมที่ดี ยังคงประสบปัญหาพนักงานหมดไฟหรือลาออกสูงแรงจูงใจจากภายนอกที่ดี จึงควรทำหน้าที่เป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ “ตัวแทน” ของแรงจูงใจจากภายใน เมื่อทั้งสองทำงานร่วมกัน จะช่วยให้เกิด แรงบันดาลใจในการทำงาน ที่มั่นคง ทำให้พนักงานไม่เพียงแค่ทำงานให้เสร็จ แต่ทำงานด้วยความเต็มใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำรวมข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานข้อคิดเรื่องทัศนคติและการคิดบวกทัศนคติเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ ข้อคิดบวก ในการทำงาน และ คำคมปลุกใจ ช่วยให้เรามองปัญหาเป็นโอกาส ตัวอย่างเช่น วลีสร้างแรงบันดาลใจ ที่ว่า “เปลี่ยนวิธีคิด แล้วชีวิตการทำงานจะเปลี่ยนตาม” ถือเป็น คำพูดสร้างแรงบันดาลใจ ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังข้อคิดเรื่องความพยายามและความอดทนไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่พยายาม คำคมคนสู้งาน และ คําคมสู้งาน มักสะท้อนแนวคิดนี้ได้ดี เช่น “ความสำเร็จไม่เคยเร่งรีบ แต่จะมาถึงคนที่ไม่ยอมแพ้” นี่คือ แรงบันดาล คำคม ความสำเร็จ ที่ช่วยย้ำเตือนให้เราเดินต่อข้อคิดเรื่องเป้าหมายและความสำเร็จการตั้งเป้าหมายชัดเจนช่วยเพิ่ม กำลังใจ คำคม การทำงาน และทำให้เรามีทิศทาง ข้อคิด แรงบันดาล คำคม ทำงาน หลายประโยคสอนว่า ความสำเร็จคือผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอข้อคิดจากความล้มเหลวและการเรียนรู้ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียน ข้อคิดแรงบันดาลใจ จากความผิดพลาดช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น ทั้งยังเป็น แนวคิด + แรงบันดาลใจ ที่สำคัญในการเติบโตระยะยาวข้อคิดเรื่องทีมเวิร์กและความสัมพันธ์ในการทำงานการทำงานไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว คําคมการทํางานเป็นทีมและคําคมทีมงานคุณภาพ ช่วยสะท้อนพลังของความร่วมมือ เช่นเดียวกับแคปชั่นทีมงานคุณภาพ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศบวกในองค์กร การมีHappy Workplace และการจัดกิจกรรมบริษัท เช่นTeam Buildingอย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมพลังใจให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นเคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้ตัวเองทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา เพื่อเห็นคุณค่าตัวเอง การย้อนกลับไปมองสิ่งที่เคยทำสำเร็จ ช่วยเติม กำลังในการทำงาน และสร้าง คำคมตั้งใจทำงาน ในใจตัวเองได้ดีเชื่อมโยงงานกับเป้าหมายและคุณค่าชีวิต เมื่อเรารู้ว่างานที่ทำมีความหมายกับชีวิตอย่างไร ข้อคิด ในการทำงานให้มีความสุข จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเสริมพลังใจจากคนรอบข้างและทีมงาน การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีและหัวหน้าที่ไม่ใช่หัวหน้าToxicคือปัจจัยสำคัญของEmployee Experienceสร้างสมดุลชีวิตและการทำงานอย่างเหมาะสม Work-life balance ที่ดีช่วยให้ แรงบันดาลใจในการทำงาน ไม่หายไป พร้อมลดความเหนื่อยล้าสะสมชื่นชมและให้กำลังใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมให้ แรง บันดาล คำคม กำลังใจ กับตัวเองบ้าง การพูดดีกับตัวเองคือ คําคมกําลังใจทํางาน ที่ทรงพลังที่สุดแรงบันดาลใจในการทำงานสร้างได้ด้วยการวางแผนที่ดีสุดท้ายแล้ว แรงบันดาลใจในการทำงาน จะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยทั้งแนวคิดส่วนบุคคลและระบบสนับสนุนจากองค์กรDisrupt มีคอร์สและโปรแกรมด้านHRคือการพัฒนาองค์กร การสร้างทีม และการออกแบบประสบการณ์พนักงาน ที่ช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวก พร้อมปลูกฝัง แรงบันดาลใจในการทำงาน ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าแรงบันดาลใจในการทำงานจะเริ่มต้นจากตัวบุคคล แต่ในความเป็นจริง “องค์กร” และ “ผู้นำ” คือปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในระยะยาวมากที่สุดหลายคนอาจมีไฟในการทำงานช่วงแรก แต่เมื่อเผชิญกับระบบที่ไม่เอื้อ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือบรรยากาศการทำงานที่กดดัน ไฟนั้นก็ค่อย ๆ มอดลง และองค์กรที่เข้าใจเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ มักให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการทำงานมากกว่าการบังคับควบคุม เพราะพนักงานที่มีแรงบันดาลใจจากภายในจะสร้างผลงานได้ดีกว่าในระยะยาวในมุมของผู้นำ การพูดสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ไม่ใช่การกล่าวสุนทรพจน์สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่คือการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด เช่น การรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ การให้ฟีดแบ็กเชิงบวก การเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ แรง บันดาล คำคม การทำงาน ที่ไม่ได้อยู่ในรูปประโยค แต่สะท้อนผ่านพฤติกรรมเมื่อผู้นำสามารถเป็นแรงบันดาลใจได้ ทีมงานจะเกิด กำลังใจ คำคม การทำงาน ในรูปแบบของการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่คำพูด และส่งผลให้เกิด คำคมการทำงานเป็นทีม ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่มา: https://www.disruptignite.com/blog/work-motivation
อ่านเพิ่มเติม