เคยไหมเวลาหางานแล้วไปสะดุดตากับงานในฝันที่เห็นแล้วใจเต้นแรง อยากกดสมัครเดี๋ยวนี้ แต่พอเหลือบไปดูคุณสมบัติในช่องประสบการณ์ความมั่นใจกลับหดหาย เพราะงานที่ทำมาทั้งชีวิตดันอยู่คนละขั้วกับอุตสาหกรรมนั้นอย่างสิ้นเชิงแน่นอนว่าหลายคนเลือกที่จะถอดใจ เพราะคิดว่าไม่มีประสบการณ์ตรง อาจมีความหมายเท่ากับ “ทางตัน”แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ ประตูบานนั้นอาจไม่ได้ล็อกแน่นหนาอย่างที่คุณคิด หากคุณรู้จักใช้ความหลงใหลให้เป็นอาวุธ แต่ต้องใช้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่เดินเข้าไปบอกว่าฉันชอบสิ่งนี้ทั้งหมดนี้คือคู่มือการเปลี่ยนสายงานฉบับคนมีของ ที่จะเปลี่ยนสถานะจากแฟนคลับให้กลายเป็นตัวจริงในสายตาHRทำไมPassionถึงซื้อใจHRได้ก่อนจะไปถึงวิธีขายตัวเอง ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมผู้สรรหาถึงมองหาคนที่มีPassion แม้โปรไฟล์อาจจะไม่ตรงสายเป๊ะๆลำดับแรก คือ เครื่องหมายการันตีความอึด งานทุกที่มีวันที่แย่และอุปสรรค คนที่รักในสิ่งที่ทำมักจะมีแรงฮึดสู้มากกว่าคนทั่วไป พวกเขาพร้อมจะฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้งานสำเร็จ เพราะอินกับเป้าหมายขององค์กรพลังงานของคนที่มีPassion มักส่งต่อถึงคนรอบข้าง การได้ร่วมงานกับคนที่กระตือรือร้นจะช่วยปลุกไฟในทีมให้ลุกโชน ทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกและสร้างสรรค์ขึ้นเคยเห็นเพื่อนที่ชอบแต่งตัวจนกลายเป็นกูรูแฟชั่น หรือเพื่อนที่ชอบซ่อมของจนเก่งกว่าช่างไหมPassionมักนำมาซึ่งความรู้ลึกรู้จริง คนเหล่านี้มักศึกษาหาข้อมูลในวงการนั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขารู้ลึกกว่าคนทำงานทั่วไปเสียอีกเปลี่ยนPassion ให้เป็นProfessional การจะข้ามสายงานโดยใช้ความชอบนำทาง คุณต้องแสดงออกให้เหนือกว่าผู้สมัครทั่วไป นี่คือ3 กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้Passion ของคุณมีมูลค่าทางธุรกิจ1. รู้ลึกในเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่มุมมองแฟนคลับ สมมติคุณอยากทำงานวงการกีฬา การรู้ว่าทีมไหนชนะเมื่อคืนนั้นไม่พอ คุณต้องรู้ลึกไปถึง“เกมธุรกิจ”ใครคือคู่แข่งสำคัญ เทรนด์การตลาดกีฬาตอนนี้คืออะไร ผู้บริหารกำลังกังวลเรื่องไหน เวลาสัมภาษณ์ คุณต้องคุยภาษาเดียวกับผู้จัดการทั่วไป ไม่ใช่คุยภาษาแฟนบอลที่วิจารณ์ข้างสนาม หากคุณไม่มีInsight เชิงกลยุทธ์ คุณก็เป็นได้แค่“ผู้ชื่นชอบ”ไม่ใช่“ผู้ร่วมงาน”2. ขายมุมมองที่แตกต่าง การมาจากต่างอุตสาหกรรมคือจุดแข็ง เพราะคุณมีมุมมองที่คนในวงการอาจมองข้าม ใช้ประสบการณ์จากสายงานเดิมของคุณมาวิเคราะห์อุตสาหกรรมใหม่ หากคุณมีไอเดียที่สดใหม่และแก้ปัญหาได้จริง สิ่งนี้อาจทำให้HR มองข้ามเรื่องประสบการณ์ตรง และอยากเรียกคุณมาสัมภาษณ์ทันที3. เสนอแผนที่สร้างกำไรให้ธุรกิจPassion กินไม่ได้ แต่แผนธุรกิจกินได้ คุณต้องตอบให้ได้ว่า“จ้างคุณแล้วบริษัทจะได้อะไร?”เช่น คุณจะเพิ่มยอดEngagement แฟนเพจอย่างไร จะหาสปอนเซอร์เจ้าใหม่จากคอนเนกชันเดิมได้ไหม หรือคุณจะลดต้นทุนหลังบ้าน หรือปรับปรุงระบบให้ลื่นไหลขึ้นได้อย่างไร? เปลี่ยนความชอบให้เป็นแผนงานที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์ให้องค์กรกับดักที่ต้องระวัง เมื่อPassion กลายเป็นดาบสองคมแม้ความมุ่งมั่นจะเป็นเรื่องดี แต่มีข้อควรระวังสำหรับมือใหม่หัดย้ายสาย อย่าให้Passion บังทักษะ การเขียนจดหมายสมัครงานที่พร่ำเพ้อถึงความรักที่มีต่ออุตสาหกรรมจนลืมขายของคือความผิดพลาดมหันต์ อย่าลืมว่าHR จ้างคุณมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาเป็นแฟนคลับ คุณต้องเน้นทักษะที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ภาวะผู้นำ การสื่อสาร หรือการบริหารจัดการมีPassion โดยไม่มีBusiness Value ถ้าคุณไม่สามารถเชื่อมโยงความชอบเข้ากับเป้าหมายของบริษัทได้ สิ่งที่คุณทำก็เป็นเพียงงานอดิเรก บริษัทไม่ได้เปิดรับสมัครงานเพื่อสานฝันให้ใคร แต่รับคนมาช่วยแก้ปัญหาให้องค์กร ในวงการยอดฮิตอย่าง กีฬา บันเทิง หรือแฟชั่น มีคนที่มีPassion ล้นเหลือสมัครเข้ามาเป็นร้อย การจะโดดเด่นได้ คุณต้องเป็นมืออาชีพที่รักในงาน ไม่ใช่แค่คนรักงานที่อยากเป็นมืออาชีพดังนั้นการเปลี่ยนสายงานโดยไม่มีประสบการณ์ตรงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หากคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่า“ไฟ”ในตัวคุณ สามารถแปรเปลี่ยนเป็น“กำไร”และ“ความสำเร็จ”ให้กับบริษัทได้ วาเลนไทน์นี้ลองกลับมารักงานที่ทำ หรือมองหางานที่รัก แล้วใช้กลยุทธ์นี้พิชิตใจHR ดูสักครั้งที่มา: https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2911796
อ่านเพิ่มเติม
1. เขียนอีเมลที่ไม่มีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายการส่งอีเมลโดยไม่มีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่สุภาพแล้ว ยังทำให้ผู้รับรู้สึกว่าผู้ส่งนึกอยากจะส่งก็ส่งโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อนอีกด้วย การทำงานวัฒนธรรมไทย การให้เกียรติและรูปแบบที่ดูสุภาพทางการถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่รู้จักคนที่คุณส่งอีเมลไปหาเป็นการส่วนตัวสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาให้คำแนะนำว่าควรเริ่มเขียนอีเมลด้วยคำทักทายที่สุภาพเช่น "เรียน คุณ..." ไม่ควรเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่นถ้าไม่สนิทกับผู้รับ นอกจากนี้ ควรปิดท้ายอีเมลด้วยคำสุภาพ เช่น "ขอแสดงความนับถือ" การมีคำขึ้นต้นและลงท้ายที่เหมาะสม จะให้ผู้รับอีเมลเห็นว่าคุณเป็นคนมีมารยาทและสื่อสารอย่างเหมาะสม2. ใช้คำว่า "เร่งด่วน" อย่างพร่ำเพื่อการใส่คำว่า "เร่งด่วน" ในหัวข้ออีเมลบ่อยจนเกินไป จะทำให้คนอื่นมองว่าคุณเป็น "คิดถึงแต่ตัวเอง" หรือ "ไม่มีมารยาท" ในวัฒนธรรมการทำงานในประเทศไทย คนทำงานล้วนให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวในที่ทำงานและความเคารพคนอื่นอย่างยิ่งสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาให้ความเห็นว่า "คุณไม่ควรใช้คำว่าเร่งด่วนเพื่อกดดันผู้รับ ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ คุณควรโทรศัพท์ไปแจ้งอีกฝ่ายอย่างสุภาพ หรือส่งข้อความไปทาง LINE น่าจะดีกว่าการส่งอีเมล" วราวุธยังเสริมต่ออีกว่าการรับรู้ภาระงานของเพื่อนร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นให้ความร่วมมือกับคุณมากขึ้น3. การตอบแบบห้วนๆ เช่น "โอเค" หรือ "รับทราบ"แม้ว่าการตอบแบบสั้นๆ จะช่วยประหยัดเวลา แต่คนอื่นอาจมองว่าคุณไร้มารยาท โดยเฉพาะการพูดว่า "โอเค" โดยไม่มีน้ำเสียงประกอบ ผู้รับสารอาจรู้สึกว่าคุณเป็นคนเย็นชาหรือไม่ใส่ใจผู้อื่นสิ่งที่ควรทำ: ควรเพิ่มคำเพื่อแสดงความสุภาพมากขึ้น เช่น แทนที่จะพูดสั้นๆ ว่า "รับทราบ" และ "โอเค" คุณควรตอบว่า "รับทราบครับ ขอบคุณครับ" หรือ "โอเคครับ เดี๋ยวผมดูนะครับ" นอกจากนี้ ถ้าคุณได้รับอีเมลที่ขอให้คุณทำอะไรสักอย่าง คุณควรตอบอีกฝ่ายว่าคุณจะทำสิ่งนั้นให้เสร็จภายในวันที่เท่าไหร่ การให้คำตอบที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณได้อ่านอีเมลนั้นมาอย่างดีและให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำตามที่ร้องขอ4. CC ไปยังคนอื่นมากจนเกินไปถ้าส่งอีเมลและ CC ทุกคนในออฟฟิศ คนอื่นอาจมองว่าคุณกำลังโบ้ยความรับผิดชอบให้คนอื่น รวมถึงสร้างความรำคาญให้คนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ อีเมลของคุณจะไปรก inbox ของคุณอื่น และทำให้ข้อมูลลับถูกแชร์ไปยังผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องสิ่งที่ควรทำ: วราวุธให้คำแนะนำว่า "คุณควร CC เฉพาะคนที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น การ CC คนอื่นมากเกินนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้คุณดูไม่น่าเชื่อถืออีกด้วย" คุณควรคิดให้รอบคอบ และ CC เฉพาะหัวหน้าทีมหรือคนในทีมที่เกี่ยวข้อง แต่คุณไม่ควร CC ไปยังผู้จัดการระดับสูงเว้นแต่คุณต้องการให้เขาช่วยอะไรบางอย่าง5. ยัดข้อมูลลงไปในอีเมลมากจนเกินไปย่อหน้าที่เขียนยาวมาเป็นพรืด ทำให้คนอ่านเข้าใจสารที่ต้องการสื่อได้ยากและทำให้คนอื่นรู้สึกว่าคุณสื่อสารไม่ชัดเจน ผู้จัดการที่มักจะงานยุ่งมักมีเวลาแค่อ่านผ่านๆ และอาจจะพลาดสารสำคัญที่คุณต้องการสื่อสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาแนะนำว่าควรเขียนอีเมลให้กระชับ "คุณควรโฟกัสเฉพาะข้อมูลที่ผู้รับควรรู้เท่านั้น ใช้ bullet point หรือตัวเลขเพื่อให้ข้อความอ่านง่าย" ถ้าต้องการบอกรายละเอียดเพิ่ม คุณควรแนบไฟล์เอกสาร แทนที่จะยัดข้อมูลทั้งหมดลงไปในอีเมล6. เขียนอีเมลผิดๆ ถูกๆการสะกดผิดหรือเขียนประโยคที่ผิดไวยากรณ์อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าคุณไม่ใส่ใจและไม่เป็นมืออาชีพ ในประเทศไทย การเขียนอีเมลด้วยภาษาทางการเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานสิ่งที่ควรทำ: ตรวจเช็คอีเมลที่เขียนให้ดีก่อนกดส่ง ฐิรญาดาเสริมว่า "การเขียนอีเมลที่สะกดอย่างถูกต้องจะสร้างความประทับใจที่ดีและสร้างความน่าเชื่อ" วราวุธให้ความเห็นต่อว่าการเขียนอีเมลที่เขียนมาอย่างประณีตแสดงถึงความเอาใจใส่และความน่าเชื่อถือ ก่อนกดส่งคุณควรตรวจเช็คข้อความให้ดี รวมถึงใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วยตรวจการเขียนอีเมลเพื่อให้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพควรเขียนอีเมลอย่างไรหัวใจสำคัญของการเขียนอีเมลคือ "การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น" คุณควรสวมบทบาทเป็นผู้อื่นตอนที่เขียนอีเมล เพื่อดูว่าคนที่อ่านจะรู้สึกอย่างไรปรับน้ำเสียงของอีเมลให้เหมาะสมกับผู้รับสาร เขียนอย่างเป็นกันเองมากขึ้นเมื่อส่งอีเมลหาเพื่อนร่วมงานที่สนิท และเขียนอย่างเป็นทางการเมื่อส่งอีเมลหาผู้จัดการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร รวมถึงระบุเดดไลน์ที่ชัดเจน โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกกดดันแสดงความเคารพผู้รับด้วยคำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ภาษาในอีเมลที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีเมื่อคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั้งหกข้อ และทำตามสิ่งที่ควรทำที่เราแนะนำ คุณจะกด "ส่ง" อีเมลด้วยความมั่นใจ และสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและทำให้ทำให้ทั้งออฟฟิศทำงานได้อย่างราบรื่นที่มา : www.jobsdb.com
อ่านเพิ่มเติม
การได้งานใหม่นับเป็นข่าวดี แต่อีกด่านสำคัญก็คือ ‘การเจรจาต่อรองเงินเดือน’ ความกลัวที่ว่าหากเรียกเงินเดือนสูงเกินไปอาจทำให้พลาดงาน หรือถ้ายอมรับข้อเสนอทันทีอาจทำให้เสียดายทีหลัง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอแต่อย่าปล่อยให้ความกลัวมาปิดกั้นโอกาสของเรา การเจรจาเงินเดือนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็น ‘สิทธิ’ ที่เราควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมเพราะฐานเงินเดือนปัจจุบัน คือบันไดขั้นแรกที่จะส่งผลต่ออนาคตการเงินของเราไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี, การคำนวณโบนัส หรือแม้แต่ตอนที่เราย้ายงานในอนาคต บริษัทใหม่ก็มักจะใช้ฐานเงินเดือนเดิมของเราเป็นจุดอ้างอิงและนี่คือ7 เทคนิคที่จะช่วยให้เจรจาต่อรองเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับคุณค่าและความสามารถของเรา1.อ่านสถานการณ์ให้ออก เริ่มเจรจาเมื่อได้เปรียบจังหวะที่ดีที่สุดในการเริ่มเจรจา คือ หลังจากที่เราได้รับข้อเสนองานอย่างเป็นทางการแล้วณ จุดนี้ คือจุดที่นายจ้างแสดงความสนใจอย่างชัดเจนว่า ‘อยากได้เรา’ มาร่วมทีม บริษัทได้ลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรในการสัมภาษณ์ไปแล้ว การต่อรองของเราจึงมีน้ำหนักมากขึ้นนอกจากนี้ สังเกตด้วยว่าเรากำลังคุยกับใคร คนนั้นมีอำนาจตัดสินใจหรือไม่? (เช่น หัวหน้าแผนกโดยตรง หรือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล) หากเป็นHR ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ให้พยายามพูดคุยกับคนที่มีอำนาจสูงกว่า การคุยกับคนที่ใช่จะช่วยให้การเจรจาจบเร็วและมีประสิทธิภาพ2.ทำการบ้าน ข้อมูลคืออาวุธสำคัญอย่าต่อรองด้วยความรู้สึก แต่จงต่อรองด้วย ‘ข้อมูล’ การมีข้อมูลสนับสนุนจะทำให้ข้อเรียกร้องของเราน่าเชื่อถือจงรวบรวมข้อมูลเงินเดือน ค้นหาว่าตำแหน่งงานของเรา ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีอัตราเงินเดือนในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ เว็บไซต์หางาน หรือแพลตฟอร์มอย่างLinkedIn, JobsDB สามารถช่วยได้ให้ประเมินตัวเองว่า ทักษะ, ความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ของเรา เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่? ประสบการณ์ 3 ปี กับ10 ปี ย่อมได้เรทไม่เท่ากันจากนั้น ควรกำหนด ‘ช่วงเงินเดือน’ ในใจไว้3 ตัวเลข คือ ตัวเลขขั้นต่ำที่รับได้ (ห้ามต่ำกว่านี้), ตัวเลขที่คาดหวัง และ ตัวเลขในฝัน (เผื่อต่อรอง)3.เตรียมกลยุทธ์ว่า ทำไมต้องจ้างราคานี้การต่อรองไม่ใช่การขอเงินเพิ่ม แต่คือการนำเสนอว่า ‘คุณค่า’ ที่เราจะมอบให้บริษัทนั้น คุ้มค่ากับตัวเลขที่ร้องขอ ควรเตรียมชุดข้อมูลที่เป็นจุดแข็งของเราและตอบโจทย์บริษัทความสำเร็จ: เราเคยทำโปรเจกต์อะไรสำเร็จบ้าง? ช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มยอดขายให้ที่เก่าได้เท่าไหร่? ประสบการณ์ หรือทักษะเฉพาะทางที่โดดเด่นใบรับรอง (Certificates): การมีใบรับรองเฉพาะทางช่วยเพิ่มแต้มต่อได้กรณีเปลี่ยนสายงาน: ถ้าสมัครงานไม่ตรงสาย ให้เน้นว่าเราจะ ‘ประยุกต์’ ความเชี่ยวชาญเดิมมาสร้างประโยชน์ให้งานใหม่ได้อย่างไร4.ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่มองผลตอบแทนทั้งหมดหากบริษัทไม่สามารถให้ตัวเลขเงินเดือนที่เราพอใจได้ 100% อย่าเพิ่งปิดดีล ลองพิจารณา ‘ผลประโยชน์และสวัสดิการอื่น’โบนัส (การันตีหรือไม่)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั่วโมงการทำงาน (เช่น ทำงานแบบ Hybrid,เวลาเข้าออกงานที่ยืดหยุ่น)วันลาพักร้อนสวัสดิการอื่นๆ (ค่ารักษาพยาบาล, ฟิตเนส, ค่าเดินทาง)งบประมาณในการอบรมพัฒนาตนเอง (Training Budget)บางครั้ง สวัสดิการเหล่านี้อาจมีมูลค่ามากกว่าตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย5.อย่าต่อรองยืดเยื้อ ปิดเกมให้ไวและมีหลักฐานการเจรจาที่ดีควรจบภายในไม่กี่ครั้ง (เช่น การคุยโทรศัพท์1 ครั้ง และอีเมลยืนยัน1-2 ฉบับ) การต่อรองที่ยืดเยื้อเกินไปอาจสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อกันก่อนที่จะเริ่มงานด้วยซ้ำ จงเตรียมพร้อมข้อมูลและข้อเสนอของเราให้ชัดเจนตั้งแต่แรกสิ่งสำคัญคือ เมื่อตกลงเรทค่าตอบแทนกันได้แล้ว ต้องเก็บหลักฐานข้อตกลงเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลยืนยัน หรือการระบุในสัญญาจ้างงาน ห้ามตกลงด้วยปากเปล่าเด็ดขาด6.เตรียมตัวสำหรับคำถาม (ที่อาจอึดอัด)ในระหว่างการเจรจา นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจซักถามเพื่อประเมินสถานการณ์ของเราเพื่อการตัดสินใจ เช่น“พร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่?” : ตอบตามจริง และเผื่อเวลาสำหรับการลาออกตามกฎหมาย (ปกติ30 วัน)“มีข้อเสนอจากบริษัทอื่นหรือไม่?” : หากมี ไม่จำเป็นต้องโกหก การที่บอกว่ามีที่อื่นสนใจเราอยู่ อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักต่อรองให้เราได้“เงินเดือนที่คาดหวังมาจากฐานคิดอะไร?” : นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ขายความสามารถของตัวเองคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ การโกหกเรื่องความสำเร็จหรือข้อเสนอจากที่อื่น (ทั้งที่ไม่มีจริง) อาจทำลายความน่าเชื่อถือของเราทันทีหากถูกจับได้7.จบการเจรจาด้วยความเป็นมืออาชีพไม่ว่าผลลัพธ์การเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการรักษาความเป็นมืออาชีพไว้จนถึงที่สุด วงการไอที, การตลาด, หรืองานสายอื่น ๆ นั้น ‘เล็กกว่าที่คิด’ อย่าเผาอนาคตตัวเองด้วยการแสดงอารมณ์ไม่พอใจหากสมหวัง: ขอบคุณอย่างจริงใจ และแสดงความกระตือรือร้นที่จะได้เริ่มงานหากถูกปฏิเสธ (หรือไม่สามารถตกลงกันได้): อย่าแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ให้ปฏิเสธอย่างสุภาพ และขอบคุณสำหรับเวลาและโอกาสที่มอบให้ เพราะโลกการทำงานนั้นกลม ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกว่าเปิดรับ และเขาก็อาจนึกถึงเราเป็นคนแรกการหางานใหม่เป็นเรื่องที่ท้าทาย และการเจรจาเงินเดือนก็เช่นกัน แต่อย่าท้อถอยที่จะเรียกร้องในสิ่งที่เราคู่ควร และที่สำคัญที่สุด อย่าประเมินคุณค่าและความสามารถของตัวเองต่ำเกินไป การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้เราได้งานที่ใช่ ในผลตอบแทนที่เราคู่ควรที่มา : https://thestandard.co/7-techniques-negotiate-salary-pay/
อ่านเพิ่มเติม