เว็บไซต์ Amata Jobs Online จัดทำขึ้นโดย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ อมตะ (AMATA) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี และ ระยอง มีโรงงานประกอบกิจการกว่า 1,100 แห่ง สามารถสร้างอาชีพให้กับคนในประเทศมากกว่า 250,000 อัตรา ถือว่าเป็นตลาดงานใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สร้างเรซูเม่สมัครงานฟรี ให้คุณยืนหนึ่งด้วยการนำเสนอตัวตนที่โดดเด่น เพิ่มโอกาสให้คุณได้งาน สร้างเรซูเม่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำเรซูเม่ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง หมดปัญหากับการสร้างเรซูเม่ที่สวย แต่ส่งไปสมัครงานแล้วแป๊กทุกที พร้อมถึงระบบช่วยกรอกเรซูเม่ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในทุกส่วนของข้อมูลเรซูเม่ และสามารถกรอก ข้อมูลได้ละเอียดที่สุด
สร้างเรซูเม่
อมตะซิตี้ ระยอง
อมตะซิตี้ ระยอง
อมตะซิตี้ ชลบุรี
อมตะซิตี้ ชลบุรี
1. AI Workflows: งานไหลลื่นด้วย Automation เต็มรูปแบบหลังจากนี้ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมการทำงานอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานของการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น หรือ AI-Native กับระบบที่ต้องคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า อย่าง Supply Chain หรือโรงงานที่ปรับแผนการผลิตอัตโนมัติตามคำสั่งลูกค้าและวัตถุดิบที่มีอยู่ความสามารถหลักของคนทำงานคือ ทักษะการคิดแก้ปัญหาแบบ AI เพื่อออกแบบงานให้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และต้นทุนต่ำลง2. ออฟฟิศกลายเป็น Ecosystem ที่เชื่อมทุกการทำงานการทำงานในรูปแบบ Hybrid หรือ Remote กลายเป็นมาตรฐานใหม่ องค์กรจึงต้องพัฒนา “ระบบนิเวศการทำงาน” ที่เชื่อมทุกพื้นที่ เช่น ออฟฟิศ บ้าน และ Co-working รวมถึงเครื่องมือ และเครือข่ายการสื่อสาร ให้สามารถทำงานได้ลื่นไหลไร้รอยต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อดึงดูดคนเก่งจากทุกที่บนโลก และเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน3. บางงานหายไป บางงานกำลังโต และงานใหม่ก็เกิดขึ้นงานที่เป็นกระบวนการซ้ำ ๆ โดยเฉพาะงานธุรการ งานในระดับ Middle Manager ถูกลดความสำคัญลง แต่บางสายงานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น พยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานก่อสร้าง การศึกษา เทคโนโลยี และงานด้านมนุษย์ แต่ก็ต้องจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเช่นกัน การวางแผนเส้นทางอาชีพใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดจึงจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน4. Human Skills คือทักษะที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อ AI ทำงานซ้ำซากได้หมด ทักษะความเป็นมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึงจะยิ่งมีคุณค่า เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ทักษะเหล่านี้จะกลายเป็น “ทองคำ” ในตลาดแรงงานการเน้น Soft Skills และความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแยกออกจาก AI ได้5. HR และผู้นำจะประเมินพนักงานด้วยข้อมูลจริงยุคของการประเมินปีละครั้งแบบใช้เพียงสัญชาตญาณจะเริ่มหายไป องค์กรจะใช้ Data และ AI มาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกับทีม แม้ต้องระวังเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใส แต่ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จะช่วยให้ HR ตัดสินใจได้แม่นยำ เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้6. Employee Experience กลายเป็นหัวใจในการดึงดูดคนเก่งองค์กรจะใช้หลัก Customer Experience มาปรับใช้กับการดูแลพนักงาน หรือ Employee Experience ตั้งแต่สรรหา Onboarding ไปจนถึงงานประจำวัน จุดประสงค์คือกำจัด Pain Points และทำให้คนเก่งอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่ให้สวัสดิการดีอย่างเดียว7. การเกษียณกลายเป็น “การเปลี่ยนผ่านแบบนุ่มนวล”เมื่อผู้สูงวัยมีสุขภาพดีขึ้น โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น หลายคนเลือกทำงานแบบ Contract / Freelance มากขึ้น ทำให้การเกษียณไม่ใช่การหยุดทำงานทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ลดชั่วโมงงาน ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้สูงวัยมีรายได้ต่อเนื่อง และองค์กรได้ใช้ประสบการณ์อันล้ำค่าจากพนักงานอาวุโสในฐานะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบทสรุปส่งท้าย “พร้อมเปิดรับทักษะใหม่ ๆ ยังไงก็รอด”แม้เทรนด์ปี 2026 หรืออีก 5 ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าองค์กรจะยังให้คุณค่าทักษะหรือตำแหน่งงานปัจจุบันของเราไหม แต่คนที่ “รู้ทัน” และ “ปรับตัวก่อน” จะได้เปรียบเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนทำงานที่อยากใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นผู้นำที่ต้องการเตรียมองค์กรรับยุค Disruption ขอแค่เตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสความสำเร็จไว้ในมือที่มา : www.truedigitalacademy.com
อ่านเพิ่มเติม
หลายครั้งที่AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดภาระงานและแบ่งเบาการทำงานของพนักงาน ทำให้มีเวลาไปคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น และการนำAI มาใช้ยังถูกคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้งานเสร็จได้รวดเร็ว แต่งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่า ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปสะท้อนจากการศึกษาของBoston Consulting Group (BCG) พบว่า พนักงานที่ต้องคอยดูแลหรือจัดการAI agent หลายตัว ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ออกแบบมาให้ทำงานแทนมนุษย์ ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอตตอบคำถาม มักเกิดอาการทางจิตใจแบบเฉียบพลัน หลังจากผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายอธิบายว่ารู้สึกเหมือนมีเสียงฟุ้งในหัว ทำให้เหนื่อยล้าและมีสมาธิลดลงโดยนักวิจัยเรียกอาการนี้ว่า ‘AI Brain Fry’ หรือความเหนื่อยล้าทางสมองจากการใช้เครื่องมือ AI มากเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะรับมือได้งานวิจัยที่เผยแพร่ในHarvard Business Reviewยังรายงานว่า แทนที่AI จะช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้น หลายคนกลับต้องใช้เวลาไปกับการจัดการและสลับงานจากระบบAI หลายตัว ส่งผลให้งานมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ ความเครียดทางจิตใจจากการใช้AI ยังมีต้นทุนแฝง เช่น ความผิดพลาดในการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากภาวะความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ ไปจนถึงความคิดอยากลาออกจากงานพนักงานบางคนอธิบายประสบการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนมีแท็บในสมองเปิดพร้อมกันหลายแท็บ ยกตัวอย่าง ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมระดับอาวุโสรายหนึ่งเล่าว่า การต้องดูแลระบบAI หลายตัวทำให้รู้สึกเหมือนมีแท็บเบราว์เซอร์เปิดอยู่ในหัวเป็นสิบแท็บ เขาเริ่มอ่านข้อความเดิมซ้ำๆ ตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าปกติ และหงุดหงิดง่ายขึ้น ราวกับมีสัญญาณรบกวนอยู่ในความคิดตลอดเวลาอีกทั้งนักวิจัยยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับประสบการณ์ของคนรุ่นมิลเลนเนียลในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ต้องคอยดูแลTamagotchi สัตว์เลี้ยงดิจิทัลยอดนิยมในยุคนั้น ซึ่งต้องคอยตรวจสอบและตอบสนองตลอดเวลาขณะเดียวกัน งานวิจัยก่อนหน้าของHarvard Business Review ยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาหนึ่งที่เรียกว่า Workslop หมายถึงเอกสารหรือเนื้อหาที่AI สร้างขึ้นแต่มีคุณภาพต่ำ เช่น บันทึกภายในองค์กร สไลด์นำเสนอ หรือเอกสารเสนอแผนงาน ส่งผลให้เพื่อนร่วมงานต้องเสียเวลามาแก้ไขข้อผิดพลาดของAI เพิ่มขึ้นด้านGabriella Rosen Kellerman จิตแพทย์และผู้ร่วมเขียนรายงาน อธิบายว่าWorkslop สะท้อนภาวะที่เรียกว่าcognitive surrender หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพนักงานเริ่มขาดแรงจูงใจและปล่อยให้AI ทำงานแทนโดยแทบไม่ตรวจสอบผลลัพธ์ ตรงกันข้ามกับภาวะBrain Fry ที่เกิดจากการพยายามควบคุมหรือแข่งขันกับAI มากเกินไปแม้แต่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเองก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน Francesco Bonacci ซีอีโอของบริษัทCua AI เรียกอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานกับAI ว่าvibe coding paralysis ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทรนด์ในซิลิคอนแวลลีย์ที่นักพัฒนาใช้AI ช่วยเขียนโค้ดอย่างรวดเร็วแทนการเขียนเองพร้อมยังโพสต์บนแพลตฟอร์มX ว่า ความเหนื่อยล้าไม่ได้มาจากตัวงาน แต่เกิดจากการต้องคอยจัดการงานจำนวนมากพร้อมกัน เช่น โปรเจกต์โค้ดหลายโปรเจกต์ ฟีเจอร์ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ และงานแก้ไขเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านMatthew Kropp ผู้อำนวยการของBoston Consulting Group และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย เปรียบเทียบว่า การจัดการAI หลายตัวเหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถแต่ถูกให้ขับเฟอรารี่ แม้จะสามารถวิ่งได้เร็ว แต่ก็ยากต่อการควบคุม ซึ่งมองว่าปัญหานี้อาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีใหม่แม้แต่นักพัฒนาAI เองก็ยังเผชิญความผิดพลาด เช่น กรณีที่ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยAI ของMeta เปิดเผยว่าเธอต้องรีบวิ่งไปหยุดเครื่อง Mac mini ของตัวเอง หลังบอตAI เกือบลบอีเมลทั้งหมดในกล่องจดหมายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเปรียบเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนกำลังปลดชนวนระเบิดอย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าอาการBrain Fry แตกต่างจากภาวะBurnout ซึ่งเป็นความเครียดสะสมระยะยาวจากการทำงาน โดยBrain Fry เป็นอาการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นชั่วคราว และจะเริ่มดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนที่มา: https://thestandard.co/ai-brain-fry-employee-fatigue/
อ่านเพิ่มเติม
ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แรงบันดาลใจในการทำงาน คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เรายังลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีความหมาย ไม่ว่าวันนั้นจะต้องเจอกับความกดดัน ความเหนื่อยล้า หรือความไม่แน่นอนแค่ไหนก็ตามหลายคนอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า แรงบันดาลใจในการทำงาน คืออะไร และ แรงบันดาลใจในการทำงาน มีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้เรากลับมามีพลังอีกครั้ง บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจแนวคิด ข้อคิด และคำคมที่ช่วย ปลุกใจ กำลังใจ ในการทำงาน ให้กลับมาสดใสอีกครั้งKey Takeawayแรงบันดาลใจในการทำงาน แบ่งได้เป็นแรงจูงใจจากภายในและภายนอก ซึ่งควรพัฒนาไปพร้อมกันข้อคิดดี ๆ ในการทำงาน และ คำคมแรงบันดาลใจ ช่วยปรับมุมมอง เพิ่มกำลังใจ และลดภาวะหมดไฟการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เช่นHappy Workplace และ Employee Experience ช่วยรักษาแรงบันดาลใจได้ในระยะยาวแรงบันดาลใจในการทำงานมีกี่ประเภท?แรงจูงใจจากภายใน (Inner Motivation)แรงจูงใจจากภายใน คือพลังขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นจาก “ความรู้สึกข้างในใจ” ของตัวเราเอง ไม่ได้อิงกับรางวัลหรือแรงกดดันจากภายนอก แต่เกิดจากการที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำ มีความหมาย มีคุณค่า และสอดคล้องกับตัวตนของเรา แรงจูงใจประเภทนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยั่งยืนที่สุดตัวอย่างของแรงจูงใจจากภายใน ได้แก่ความภูมิใจในผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นความรู้สึกว่าได้พัฒนาทักษะและเติบโตขึ้นในทุกวันการได้ทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตหรือคุณค่าที่เชื่อความสุขจากการได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่คนที่มีแรงจูงใจจากภายในสูง มักไม่จำเป็นต้องพึ่ง คำคมปลุกใจ หรือ คําคมกําลังใจทํางาน จากภายนอกมากนัก เพราะพวกเขามองเห็นเหตุผลของการตื่นมาทำงานในทุกวันอย่างชัดเจน แรงจูงใจลักษณะนี้จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับ แรงบันดาลใจในชีวิต และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตโดยรวม ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจจากภายในไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยการทบทวนตัวเองอยู่เสมอ เช่นงานที่เราทำตอบโจทย์ชีวิตเราจริงหรือไม่เราได้เรียนรู้อะไรจากงานนี้บ้างงานนี้พาเราเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวหรือไม่การตั้งคำถามเหล่านี้ คือหนึ่งใน ข้อคิดในการทำงาน ที่ช่วยให้เรายังรักษา กำลังในการทำงาน ไว้ได้ แม้ในวันที่เจออุปสรรคหรือความกดดันสูงแรงจูงใจจากภายนอก (Outer Motivation)แรงจูงใจจากภายนอก คือแรงกระตุ้นที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร หัวหน้า ทีมงาน หรือระบบการทำงาน เช่นเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการคำชม การยอมรับ หรือการให้เครดิตผลงานโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งหรือเติบโตในสายอาชีพการมีหัวหน้าหรือRole Model ที่ดีในองค์กรแรงจูงใจจากภายนอกมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงที่พนักงานรู้สึกเหนื่อย ท้อ หรือกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง กำลังใจ คำคม การทำงาน ในเชิงรูปธรรม ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “ความพยายามของตัวเองมีคนเห็น”องค์กรที่ออกแบบระบบHRMและHRDอย่างเหมาะสม จะสามารถใช้แรงจูงใจจากภายนอกเป็นเครื่องมือในการ การสร้างแรงบันดาลใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบประเมินผลงานที่ยุติธรรมเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจนวัฒนธรรมการให้ฟีดแบ็กเชิงบวกอย่างไรก็ตาม แรงจูงใจจากภายนอกมักมีข้อจำกัด คือให้ผลดีในระยะสั้น หากขาดแรงจูงใจจากภายในมารองรับ พนักงานอาจทำงานเพียงเพื่อ “ให้ได้รางวัล” มากกว่าการทำงานด้วยความตั้งใจจริงนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายองค์กรที่มีค่าตอบแทนดี แต่ขาดวัฒนธรรมที่ดี ยังคงประสบปัญหาพนักงานหมดไฟหรือลาออกสูงแรงจูงใจจากภายนอกที่ดี จึงควรทำหน้าที่เป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ “ตัวแทน” ของแรงจูงใจจากภายใน เมื่อทั้งสองทำงานร่วมกัน จะช่วยให้เกิด แรงบันดาลใจในการทำงาน ที่มั่นคง ทำให้พนักงานไม่เพียงแค่ทำงานให้เสร็จ แต่ทำงานด้วยความเต็มใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำรวมข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานข้อคิดเรื่องทัศนคติและการคิดบวกทัศนคติเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ ข้อคิดบวก ในการทำงาน และ คำคมปลุกใจ ช่วยให้เรามองปัญหาเป็นโอกาส ตัวอย่างเช่น วลีสร้างแรงบันดาลใจ ที่ว่า “เปลี่ยนวิธีคิด แล้วชีวิตการทำงานจะเปลี่ยนตาม” ถือเป็น คำพูดสร้างแรงบันดาลใจ ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังข้อคิดเรื่องความพยายามและความอดทนไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไม่พยายาม คำคมคนสู้งาน และ คําคมสู้งาน มักสะท้อนแนวคิดนี้ได้ดี เช่น “ความสำเร็จไม่เคยเร่งรีบ แต่จะมาถึงคนที่ไม่ยอมแพ้” นี่คือ แรงบันดาล คำคม ความสำเร็จ ที่ช่วยย้ำเตือนให้เราเดินต่อข้อคิดเรื่องเป้าหมายและความสำเร็จการตั้งเป้าหมายชัดเจนช่วยเพิ่ม กำลังใจ คำคม การทำงาน และทำให้เรามีทิศทาง ข้อคิด แรงบันดาล คำคม ทำงาน หลายประโยคสอนว่า ความสำเร็จคือผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอข้อคิดจากความล้มเหลวและการเรียนรู้ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียน ข้อคิดแรงบันดาลใจ จากความผิดพลาดช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น ทั้งยังเป็น แนวคิด + แรงบันดาลใจ ที่สำคัญในการเติบโตระยะยาวข้อคิดเรื่องทีมเวิร์กและความสัมพันธ์ในการทำงานการทำงานไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว คําคมการทํางานเป็นทีมและคําคมทีมงานคุณภาพ ช่วยสะท้อนพลังของความร่วมมือ เช่นเดียวกับแคปชั่นทีมงานคุณภาพ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศบวกในองค์กร การมีHappy Workplace และการจัดกิจกรรมบริษัท เช่นTeam Buildingอย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมพลังใจให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นเคล็ดลับสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้ตัวเองทบทวนความสำเร็จที่ผ่านมา เพื่อเห็นคุณค่าตัวเอง การย้อนกลับไปมองสิ่งที่เคยทำสำเร็จ ช่วยเติม กำลังในการทำงาน และสร้าง คำคมตั้งใจทำงาน ในใจตัวเองได้ดีเชื่อมโยงงานกับเป้าหมายและคุณค่าชีวิต เมื่อเรารู้ว่างานที่ทำมีความหมายกับชีวิตอย่างไร ข้อคิด ในการทำงานให้มีความสุข จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเสริมพลังใจจากคนรอบข้างและทีมงาน การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีและหัวหน้าที่ไม่ใช่หัวหน้าToxicคือปัจจัยสำคัญของEmployee Experienceสร้างสมดุลชีวิตและการทำงานอย่างเหมาะสม Work-life balance ที่ดีช่วยให้ แรงบันดาลใจในการทำงาน ไม่หายไป พร้อมลดความเหนื่อยล้าสะสมชื่นชมและให้กำลังใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมให้ แรง บันดาล คำคม กำลังใจ กับตัวเองบ้าง การพูดดีกับตัวเองคือ คําคมกําลังใจทํางาน ที่ทรงพลังที่สุดแรงบันดาลใจในการทำงานสร้างได้ด้วยการวางแผนที่ดีสุดท้ายแล้ว แรงบันดาลใจในการทำงาน จะยั่งยืนได้ ต้องอาศัยทั้งแนวคิดส่วนบุคคลและระบบสนับสนุนจากองค์กรDisrupt มีคอร์สและโปรแกรมด้านHRคือการพัฒนาองค์กร การสร้างทีม และการออกแบบประสบการณ์พนักงาน ที่ช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวก พร้อมปลูกฝัง แรงบันดาลใจในการทำงาน ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าแรงบันดาลใจในการทำงานจะเริ่มต้นจากตัวบุคคล แต่ในความเป็นจริง “องค์กร” และ “ผู้นำ” คือปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในระยะยาวมากที่สุดหลายคนอาจมีไฟในการทำงานช่วงแรก แต่เมื่อเผชิญกับระบบที่ไม่เอื้อ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือบรรยากาศการทำงานที่กดดัน ไฟนั้นก็ค่อย ๆ มอดลง และองค์กรที่เข้าใจเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ มักให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการทำงานมากกว่าการบังคับควบคุม เพราะพนักงานที่มีแรงบันดาลใจจากภายในจะสร้างผลงานได้ดีกว่าในระยะยาวในมุมของผู้นำ การพูดสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ไม่ใช่การกล่าวสุนทรพจน์สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่คือการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูด เช่น การรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ การให้ฟีดแบ็กเชิงบวก การเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของ แรง บันดาล คำคม การทำงาน ที่ไม่ได้อยู่ในรูปประโยค แต่สะท้อนผ่านพฤติกรรมเมื่อผู้นำสามารถเป็นแรงบันดาลใจได้ ทีมงานจะเกิด กำลังใจ คำคม การทำงาน ในรูปแบบของการลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่คำพูด และส่งผลให้เกิด คำคมการทำงานเป็นทีม ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันที่มา: https://www.disruptignite.com/blog/work-motivation
อ่านเพิ่มเติม
ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลาดแรงงานเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด การเปลี่ยนงานไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่กลับเป็นบันไดสู่โอกาสและความก้าวหน้าในอาชีพของผู้คนยุคใหม่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีมักเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มประเมินเส้นทางอาชีพของตัวเอง บางคนตั้งใจเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า บางคนอยากได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถ และบางคนมองหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้นคุณเคยถามตัวเองไหมว่า เงินเดือนและสวัสดิการที่คุณได้รับในปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับทักษะ ประสบการณ์ และความทุ่มเทที่คุณมอบให้บริษัทอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง? หรือเคยรู้สึกไหมว่า ทำไมความสามารถของคุณถึงถูกตีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง? นั่นเป็นเพราะการเจรจาไม่ใช่แค่การ ‘ต่อรอง’ แต่เป็นการ ‘ยืนยันคุณค่า’ ที่คุณมี ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายคนมองข้ามไปบทความนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่มือ แต่คือแผนที่สู่ความสำเร็จในการเจรจาค่าตอบแทนสำหรับปี2026 โดยเราจะพาคุณไปสำรวจตั้งแต่การเตรียมตัวเพื่อประเมินคุณค่าของตัวเองอย่างเป็นกลาง ไปจนถึงเทคนิคการเจรจาที่สร้างความประทับใจให้กับบริษัทใหม่ และข้อผิดพลาดที่คุณไม่ควรกระทำ เพื่อให้คุณได้แพ็กเกจที่คุ้มค่ากับความสามารถได้อย่างมั่นใจและชาญฉลาดเทรนด์ค่าตอบแทนและสวัสดิการในปี2026สำหรับเทรนด์ค่าตอบแทนและสวัสดิการในปี 2026 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งทำให้องค์กรและพนักงานมองหาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวมากขึ้น1.เงินเดือนยังคงปรับขึ้น แต่แข่งขันสูงขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ดิจิทัล, พลังงานสะอาด, โลจิสติกส์, เซมิคอนดักเตอร์, การแพทย์และสุขภาพ มีแนวโน้มเสนอเงินเดือนสูงกว่าตลาด ในขณะเดียวกันการแข่งขันในตำแหน่งยอดนิยม เช่นData Analyst, Digital Marketing, Software Engineer ทำให้ผู้สมัครต้องมีพอร์ตและประสบการณ์จริง เพื่อสร้างความแตกต่าง2.สวัสดิการไม่ใช่แค่ “เสริม” แต่เป็น “ตัวตัดสินใจ” พนักงานยุคใหม่โดยเฉพาะGen Z และMillennials ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์มากกว่าแค่ตัวเลขเงินเดือน เช่นWork-life balance และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่นHybrid / Remote work เป็นต้นสวัสดิการ ประกันสุขภาพ /Mental health support / Wellness benefits (Fitness, Wellness leave, วันลาพิเศษ)ส่งเสริมการเรียนรู้หรือฝึกอบรมTraining budget / Upskilling courses3. Pay Transparencyเริ่มกลายเป็นมาตรฐานหลายบริษัทเริ่มเปิดเผยช่วงเงินเดือนในประกาศรับสมัครงาน เพื่อสร้างความโปร่งใสและดึงดูดผู้สมัครที่ตรงกลุ่ม ทำให้ผู้สมัครมี ข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ในการเจรจาเงินเดือนและสวัสดิการ: เจรจาอย่างไรให้ได้มากกว่าที่คิดทำไมการเจรจาจึงสำคัญการเจรจาเงินเดือนและสวัสดิการเป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งรายได้ระยะยาวและความพึงพอใจในการทำงาน เพราะเป็นการกำหนด “มูลค่า” ของตัวคุณในสายตาบริษัท การพูดคุยอย่างมืออาชีพไม่เพียงช่วยให้คุณได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม แต่ยังสร้างความมั่นใจและภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะคนทำงานที่รู้จักคุณค่าของตนเองอีกด้วย• ถ้าเจรจาไม่เป็นอาจพลาดโอกาสได้เงินเดือนที่สูงขึ้น 10–20% จากที่ตั้งใจ• การต่อรองสวัสดิการ เช่น วันลาพิเศษ, เวลาการทำงานยืดหยุ่น, หรือการสนับสนุนด้านการศึกษา สามารถเพิ่ม “มูลค่า” โดยรวมได้หลายหมื่นบาทต่อปี• การเจรจาที่ดีแสดงถึง ความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพ ของผู้สมัครการเตรียมตัวก่อนการเจรจา1.ศึกษาข้อมูลเงินเดือนในตลาดใช้เว็บไซต์หางาน, รายงานเงินเดือนประจำปีของบริษัทจัดหางานต่างๆ (เช่นMichael Page, Robert Walters, Adecco, Personnel Consultant) แล้วนำมาเปรียบเทียบช่วงเงินเดือนในตำแหน่งเดียวกัน และปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น อุตสาหกรรม, ขนาดบริษัท, ระดับตำแหน่ง, ประสบการณ์, และทักษะพิเศษ โดยอาจทำตารางเปรียบเทียบ (Expected Salary vs Market Rate)เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น2.ประเมินคุณค่าของตัวเองอาจจะถามตัวเองว่า• คุณมีทักษะเฉพาะทาง (Hard Skills) ที่ตลาดกำลังขาดหรือต้องการไม่? รวมถึงSoft Skills ที่โดดเด่นของคุณ• คุณมีผลงานชัดเจนให้เห็นเป็นรูปธรรม (ตัวเลข, เปอร์เซ็นต์) ให้บริษัทเก่าหรือไม่? เช่น “ลดค่าใช้จ่าย15%” “เพิ่มยอดขาย20%”• คุณมีภาษาที่สองหรือสาม (เช่น ญี่ปุ่น จีน) ที่เป็นRare Skill หรือไม่?3.ตั้งช่วงเงินเดือน ไม่ใช่ตัวเลขเดียวให้ตั้งช่วงเงินเดือนที่ยอมรับได้ (Min-Max) จะช่วยให้การเจรจามีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้บริษัทเสนอข้อเสนออื่นๆ ได้ เช่น โบนัส, WFH, หรืองบTraining เป็นต้น นอกจากเงินเดือนแล้ว ให้จัดลำดับความสำคัญของสวัสดิการ (เช่น โบนัส, วันลา, ประกันสุขภาพ, ค่าเดินทาง, สิทธิพิเศษอื่นๆ)ตัวอย่าง:ถ้าคุณตั้งใจได้60,000 บาท ให้ตั้งช่วงไว้ที่58,000–65,000 บาท4.เตรียมแผนสำรองถ้าบริษัทไม่สามารถให้เงินเดือนตามที่ต้องการ คุณยอมรับข้อเสนอแบบอื่นได้ไหม เช่น โบนัสประจำปี, วันลาพิเศษ, งบเรียนภาษา, หุ้นพนักงาน ดังนั้นการมีPlan B ทำให้คุณไม่เสียโอกาสเทคนิคการเจรจาเงินเดือน “การสื่อสารคืออาวุธที่ทรงพลัง”1.เลือกเวลาที่เหมาะสม รอให้ถูกจังหวะต้องรู้เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มคุย อย่ารีบพูดเรื่องเงินเดือนในช่วงแรกของการสัมภาษณ์ เว้นแต่HR เป็นฝ่ายถาม ให้รอจนกว่าบริษัทแสดงความสนใจในตัวคุณอย่างจริงจัง2.ใช้ภาษาเชิงบวกและเป็นมืออาชีพสร้างความประทับใจตั้งแต่ต้น เน้นย้ำว่าคุณจะสร้างประโยชน์อะไรให้กับบริษัท ไม่ใช่แค่ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าคุณต้องการร่วมงานกับบริษัทจริงๆ และมองหาความสัมพันธ์ที่Win-Win รวมถึงการรักษามารยาท หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเชิงลบกับบริษัทเก่า และใช้โทนสุภาพ แม้จะเป็นการต่อรองเช่น แทนที่จะพูดว่า “ผมต้องการอย่างน้อย70,000 บาท” ลองพูดว่า “จากข้อมูลตลาดและประสบการณ์ของผม ผมมองว่าช่วงเงินเดือนที่เหมาะสมคือ65,000–75,000 บาทครับ”3.การเจรจาขั้นสุดท้ายเมื่อได้รับข้อเสนอ (Offer)หากข้อเสนอต่ำกว่าที่คาดหวัง ให้แสดงความขอบคุณก่อน จากนั้นค่อยๆ เจรจาอย่างสุภาพ โดยอ้างอิงจากความสามารถและคุณค่าที่คุณจะนำมาสู่องค์กร หรือยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจอื่นๆ หากบริษัทไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนได้ ลองเจรจาต่อรองในส่วนของสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ แทน เช่น โบนัส, วันหยุด, Work-from-home policyตัวอย่างประโยคการเจรจาต่อรองเงินเดือน• “จากการสำรวจตลาด ผม/ดิฉัน เห็นว่าตำแหน่งนี้ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีช่วงเงินเดือนอยู่ที่55,000–65,000 บาท และด้วยประสบการณ์ของผม/ดิฉัน ผม/ดิฉันจึงคิดว่าช่วงนี้เหมาะสมครับ/ค่ะ”• “ถ้าไม่สามารถปรับเงินเดือนได้ตามที่พูดคุยกัน ดิฉันอยากสอบถามว่าสามารถเพิ่มเติมในส่วนของTraining หรือBonus ได้หรือไม่ค่ะ”• “สิ่งที่ผม/ดิฉัน ให้ความสำคัญคือ ทั้งค่าตอบแทนและการพัฒนาทักษะ ผมอยากมั่นใจว่างานนี้ช่วยให้ผม/ดิฉัน เติบโตได้ในระยะยาวครับ/ค่ะ”ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงและควรระวัง1.อย่าโกหกเงินเดือนปัจจุบันเด็ดขาดเนื่องจากข้อมูลนี้บริษัทสามารถตรวจสอบได้และสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียความน่าเชื่อถือทันที รวมถึงอย่าเรียกเงินเดือนสูงเกินความเป็นจริง เพราะอาจถูกมองว่าไม่เข้าใจตลาด2.อย่าใช้ข้อเสนอจากบริษัทอื่นเป็นเครื่องมือ(ต่อรอง)แนะนำให้นำมาใช้เป็นเพียงตัวอย่างในการเปรียบเทียบเท่านั้น3.อย่ามองข้ามสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, วันลาพักร้อน, โบนัส, และสิทธิประโยชน์อื่นๆ มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินสด รวมถึง เรื่องวัฒนธรรมองค์กรและโอกาสการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่แพ็กเกจเริ่มต้น4.อย่ารับข้อเสนอทันทีควรขอเวลาคิดทบทวน1–2 วัน เพื่อพิจารณาข้อเสนอทั้งหมดอย่างรอบคอบการเปลี่ยนงานในปี2026 จะไม่ใช่แค่เรื่อง “ได้เงินเดือนเพิ่ม” อีกต่อไป แต่คือการมองหา ความสมดุลระหว่างค่าตอบแทน สวัสดิการ และการเติบโตในอาชีพ การเจรจาที่ดีไม่ใช่การเอาชนะหรือการต่อสู้ แต่เป็นการสื่อสารเพื่อหาข้อตกลงที่ทำให้ทั้งคุณและบริษัทได้ประโยชน์เพื่อหาจุดที่ลงตัว การเตรียมตัวที่ดีการศึกษาตลาดและมีทักษะการสื่อสารจะทำให้คุณมีความมั่นใจและพร้อมที่จะเจรจา ดังนั้น เปลี่ยนงานให้รุ่งไม่ใช่แค่ได้เงินเดือนสูงขึ้น แต่คือการได้ทำงานที่ใช่ในที่ที่ให้คุณค่ากับคุณอย่างแท้จริงที่มา : https://www.personnelconsultant.co.th/jobseeker/knowledge/2025/09/3790/
อ่านเพิ่มเติม
เคยไหมเวลาหางานแล้วไปสะดุดตากับงานในฝันที่เห็นแล้วใจเต้นแรง อยากกดสมัครเดี๋ยวนี้ แต่พอเหลือบไปดูคุณสมบัติในช่องประสบการณ์ความมั่นใจกลับหดหาย เพราะงานที่ทำมาทั้งชีวิตดันอยู่คนละขั้วกับอุตสาหกรรมนั้นอย่างสิ้นเชิงแน่นอนว่าหลายคนเลือกที่จะถอดใจ เพราะคิดว่าไม่มีประสบการณ์ตรง อาจมีความหมายเท่ากับ “ทางตัน”แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ ประตูบานนั้นอาจไม่ได้ล็อกแน่นหนาอย่างที่คุณคิด หากคุณรู้จักใช้ความหลงใหลให้เป็นอาวุธ แต่ต้องใช้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่เดินเข้าไปบอกว่าฉันชอบสิ่งนี้ทั้งหมดนี้คือคู่มือการเปลี่ยนสายงานฉบับคนมีของ ที่จะเปลี่ยนสถานะจากแฟนคลับให้กลายเป็นตัวจริงในสายตาHRทำไมPassionถึงซื้อใจHRได้ก่อนจะไปถึงวิธีขายตัวเอง ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมผู้สรรหาถึงมองหาคนที่มีPassion แม้โปรไฟล์อาจจะไม่ตรงสายเป๊ะๆลำดับแรก คือ เครื่องหมายการันตีความอึด งานทุกที่มีวันที่แย่และอุปสรรค คนที่รักในสิ่งที่ทำมักจะมีแรงฮึดสู้มากกว่าคนทั่วไป พวกเขาพร้อมจะฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้งานสำเร็จ เพราะอินกับเป้าหมายขององค์กรพลังงานของคนที่มีPassion มักส่งต่อถึงคนรอบข้าง การได้ร่วมงานกับคนที่กระตือรือร้นจะช่วยปลุกไฟในทีมให้ลุกโชน ทำให้บรรยากาศการทำงานสนุกและสร้างสรรค์ขึ้นเคยเห็นเพื่อนที่ชอบแต่งตัวจนกลายเป็นกูรูแฟชั่น หรือเพื่อนที่ชอบซ่อมของจนเก่งกว่าช่างไหมPassionมักนำมาซึ่งความรู้ลึกรู้จริง คนเหล่านี้มักศึกษาหาข้อมูลในวงการนั้นๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขารู้ลึกกว่าคนทำงานทั่วไปเสียอีกเปลี่ยนPassion ให้เป็นProfessional การจะข้ามสายงานโดยใช้ความชอบนำทาง คุณต้องแสดงออกให้เหนือกว่าผู้สมัครทั่วไป นี่คือ3 กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้Passion ของคุณมีมูลค่าทางธุรกิจ1. รู้ลึกในเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่มุมมองแฟนคลับ สมมติคุณอยากทำงานวงการกีฬา การรู้ว่าทีมไหนชนะเมื่อคืนนั้นไม่พอ คุณต้องรู้ลึกไปถึง“เกมธุรกิจ”ใครคือคู่แข่งสำคัญ เทรนด์การตลาดกีฬาตอนนี้คืออะไร ผู้บริหารกำลังกังวลเรื่องไหน เวลาสัมภาษณ์ คุณต้องคุยภาษาเดียวกับผู้จัดการทั่วไป ไม่ใช่คุยภาษาแฟนบอลที่วิจารณ์ข้างสนาม หากคุณไม่มีInsight เชิงกลยุทธ์ คุณก็เป็นได้แค่“ผู้ชื่นชอบ”ไม่ใช่“ผู้ร่วมงาน”2. ขายมุมมองที่แตกต่าง การมาจากต่างอุตสาหกรรมคือจุดแข็ง เพราะคุณมีมุมมองที่คนในวงการอาจมองข้าม ใช้ประสบการณ์จากสายงานเดิมของคุณมาวิเคราะห์อุตสาหกรรมใหม่ หากคุณมีไอเดียที่สดใหม่และแก้ปัญหาได้จริง สิ่งนี้อาจทำให้HR มองข้ามเรื่องประสบการณ์ตรง และอยากเรียกคุณมาสัมภาษณ์ทันที3. เสนอแผนที่สร้างกำไรให้ธุรกิจPassion กินไม่ได้ แต่แผนธุรกิจกินได้ คุณต้องตอบให้ได้ว่า“จ้างคุณแล้วบริษัทจะได้อะไร?”เช่น คุณจะเพิ่มยอดEngagement แฟนเพจอย่างไร จะหาสปอนเซอร์เจ้าใหม่จากคอนเนกชันเดิมได้ไหม หรือคุณจะลดต้นทุนหลังบ้าน หรือปรับปรุงระบบให้ลื่นไหลขึ้นได้อย่างไร? เปลี่ยนความชอบให้เป็นแผนงานที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์ให้องค์กรกับดักที่ต้องระวัง เมื่อPassion กลายเป็นดาบสองคมแม้ความมุ่งมั่นจะเป็นเรื่องดี แต่มีข้อควรระวังสำหรับมือใหม่หัดย้ายสาย อย่าให้Passion บังทักษะ การเขียนจดหมายสมัครงานที่พร่ำเพ้อถึงความรักที่มีต่ออุตสาหกรรมจนลืมขายของคือความผิดพลาดมหันต์ อย่าลืมว่าHR จ้างคุณมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาเป็นแฟนคลับ คุณต้องเน้นทักษะที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ภาวะผู้นำ การสื่อสาร หรือการบริหารจัดการมีPassion โดยไม่มีBusiness Value ถ้าคุณไม่สามารถเชื่อมโยงความชอบเข้ากับเป้าหมายของบริษัทได้ สิ่งที่คุณทำก็เป็นเพียงงานอดิเรก บริษัทไม่ได้เปิดรับสมัครงานเพื่อสานฝันให้ใคร แต่รับคนมาช่วยแก้ปัญหาให้องค์กร ในวงการยอดฮิตอย่าง กีฬา บันเทิง หรือแฟชั่น มีคนที่มีPassion ล้นเหลือสมัครเข้ามาเป็นร้อย การจะโดดเด่นได้ คุณต้องเป็นมืออาชีพที่รักในงาน ไม่ใช่แค่คนรักงานที่อยากเป็นมืออาชีพดังนั้นการเปลี่ยนสายงานโดยไม่มีประสบการณ์ตรงไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หากคุณสามารถพิสูจน์ได้ว่า“ไฟ”ในตัวคุณ สามารถแปรเปลี่ยนเป็น“กำไร”และ“ความสำเร็จ”ให้กับบริษัทได้ วาเลนไทน์นี้ลองกลับมารักงานที่ทำ หรือมองหางานที่รัก แล้วใช้กลยุทธ์นี้พิชิตใจHR ดูสักครั้งที่มา: https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2911796
อ่านเพิ่มเติม
1. เขียนอีเมลที่ไม่มีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายการส่งอีเมลโดยไม่มีคำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่สุภาพแล้ว ยังทำให้ผู้รับรู้สึกว่าผู้ส่งนึกอยากจะส่งก็ส่งโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อนอีกด้วย การทำงานวัฒนธรรมไทย การให้เกียรติและรูปแบบที่ดูสุภาพทางการถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่รู้จักคนที่คุณส่งอีเมลไปหาเป็นการส่วนตัวสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาให้คำแนะนำว่าควรเริ่มเขียนอีเมลด้วยคำทักทายที่สุภาพเช่น "เรียน คุณ..." ไม่ควรเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่นถ้าไม่สนิทกับผู้รับ นอกจากนี้ ควรปิดท้ายอีเมลด้วยคำสุภาพ เช่น "ขอแสดงความนับถือ" การมีคำขึ้นต้นและลงท้ายที่เหมาะสม จะให้ผู้รับอีเมลเห็นว่าคุณเป็นคนมีมารยาทและสื่อสารอย่างเหมาะสม2. ใช้คำว่า "เร่งด่วน" อย่างพร่ำเพื่อการใส่คำว่า "เร่งด่วน" ในหัวข้ออีเมลบ่อยจนเกินไป จะทำให้คนอื่นมองว่าคุณเป็น "คิดถึงแต่ตัวเอง" หรือ "ไม่มีมารยาท" ในวัฒนธรรมการทำงานในประเทศไทย คนทำงานล้วนให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวในที่ทำงานและความเคารพคนอื่นอย่างยิ่งสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาให้ความเห็นว่า "คุณไม่ควรใช้คำว่าเร่งด่วนเพื่อกดดันผู้รับ ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ คุณควรโทรศัพท์ไปแจ้งอีกฝ่ายอย่างสุภาพ หรือส่งข้อความไปทาง LINE น่าจะดีกว่าการส่งอีเมล" วราวุธยังเสริมต่ออีกว่าการรับรู้ภาระงานของเพื่อนร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นให้ความร่วมมือกับคุณมากขึ้น3. การตอบแบบห้วนๆ เช่น "โอเค" หรือ "รับทราบ"แม้ว่าการตอบแบบสั้นๆ จะช่วยประหยัดเวลา แต่คนอื่นอาจมองว่าคุณไร้มารยาท โดยเฉพาะการพูดว่า "โอเค" โดยไม่มีน้ำเสียงประกอบ ผู้รับสารอาจรู้สึกว่าคุณเป็นคนเย็นชาหรือไม่ใส่ใจผู้อื่นสิ่งที่ควรทำ: ควรเพิ่มคำเพื่อแสดงความสุภาพมากขึ้น เช่น แทนที่จะพูดสั้นๆ ว่า "รับทราบ" และ "โอเค" คุณควรตอบว่า "รับทราบครับ ขอบคุณครับ" หรือ "โอเคครับ เดี๋ยวผมดูนะครับ" นอกจากนี้ ถ้าคุณได้รับอีเมลที่ขอให้คุณทำอะไรสักอย่าง คุณควรตอบอีกฝ่ายว่าคุณจะทำสิ่งนั้นให้เสร็จภายในวันที่เท่าไหร่ การให้คำตอบที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณได้อ่านอีเมลนั้นมาอย่างดีและให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำตามที่ร้องขอ4. CC ไปยังคนอื่นมากจนเกินไปถ้าส่งอีเมลและ CC ทุกคนในออฟฟิศ คนอื่นอาจมองว่าคุณกำลังโบ้ยความรับผิดชอบให้คนอื่น รวมถึงสร้างความรำคาญให้คนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ อีเมลของคุณจะไปรก inbox ของคุณอื่น และทำให้ข้อมูลลับถูกแชร์ไปยังผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องสิ่งที่ควรทำ: วราวุธให้คำแนะนำว่า "คุณควร CC เฉพาะคนที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น การ CC คนอื่นมากเกินนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้คุณดูไม่น่าเชื่อถืออีกด้วย" คุณควรคิดให้รอบคอบ และ CC เฉพาะหัวหน้าทีมหรือคนในทีมที่เกี่ยวข้อง แต่คุณไม่ควร CC ไปยังผู้จัดการระดับสูงเว้นแต่คุณต้องการให้เขาช่วยอะไรบางอย่าง5. ยัดข้อมูลลงไปในอีเมลมากจนเกินไปย่อหน้าที่เขียนยาวมาเป็นพรืด ทำให้คนอ่านเข้าใจสารที่ต้องการสื่อได้ยากและทำให้คนอื่นรู้สึกว่าคุณสื่อสารไม่ชัดเจน ผู้จัดการที่มักจะงานยุ่งมักมีเวลาแค่อ่านผ่านๆ และอาจจะพลาดสารสำคัญที่คุณต้องการสื่อสิ่งที่ควรทำ: ฐิรญาดาแนะนำว่าควรเขียนอีเมลให้กระชับ "คุณควรโฟกัสเฉพาะข้อมูลที่ผู้รับควรรู้เท่านั้น ใช้ bullet point หรือตัวเลขเพื่อให้ข้อความอ่านง่าย" ถ้าต้องการบอกรายละเอียดเพิ่ม คุณควรแนบไฟล์เอกสาร แทนที่จะยัดข้อมูลทั้งหมดลงไปในอีเมล6. เขียนอีเมลผิดๆ ถูกๆการสะกดผิดหรือเขียนประโยคที่ผิดไวยากรณ์อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าคุณไม่ใส่ใจและไม่เป็นมืออาชีพ ในประเทศไทย การเขียนอีเมลด้วยภาษาทางการเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานสิ่งที่ควรทำ: ตรวจเช็คอีเมลที่เขียนให้ดีก่อนกดส่ง ฐิรญาดาเสริมว่า "การเขียนอีเมลที่สะกดอย่างถูกต้องจะสร้างความประทับใจที่ดีและสร้างความน่าเชื่อ" วราวุธให้ความเห็นต่อว่าการเขียนอีเมลที่เขียนมาอย่างประณีตแสดงถึงความเอาใจใส่และความน่าเชื่อถือ ก่อนกดส่งคุณควรตรวจเช็คข้อความให้ดี รวมถึงใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วยตรวจการเขียนอีเมลเพื่อให้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพควรเขียนอีเมลอย่างไรหัวใจสำคัญของการเขียนอีเมลคือ "การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น" คุณควรสวมบทบาทเป็นผู้อื่นตอนที่เขียนอีเมล เพื่อดูว่าคนที่อ่านจะรู้สึกอย่างไรปรับน้ำเสียงของอีเมลให้เหมาะสมกับผู้รับสาร เขียนอย่างเป็นกันเองมากขึ้นเมื่อส่งอีเมลหาเพื่อนร่วมงานที่สนิท และเขียนอย่างเป็นทางการเมื่อส่งอีเมลหาผู้จัดการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร รวมถึงระบุเดดไลน์ที่ชัดเจน โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกกดดันแสดงความเคารพผู้รับด้วยคำขึ้นต้นและคำลงท้ายที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ภาษาในอีเมลที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีเมื่อคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั้งหกข้อ และทำตามสิ่งที่ควรทำที่เราแนะนำ คุณจะกด "ส่ง" อีเมลด้วยความมั่นใจ และสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและทำให้ทำให้ทั้งออฟฟิศทำงานได้อย่างราบรื่นที่มา : www.jobsdb.com
อ่านเพิ่มเติม
การได้งานใหม่นับเป็นข่าวดี แต่อีกด่านสำคัญก็คือ ‘การเจรจาต่อรองเงินเดือน’ ความกลัวที่ว่าหากเรียกเงินเดือนสูงเกินไปอาจทำให้พลาดงาน หรือถ้ายอมรับข้อเสนอทันทีอาจทำให้เสียดายทีหลัง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอแต่อย่าปล่อยให้ความกลัวมาปิดกั้นโอกาสของเรา การเจรจาเงินเดือนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็น ‘สิทธิ’ ที่เราควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมเพราะฐานเงินเดือนปัจจุบัน คือบันไดขั้นแรกที่จะส่งผลต่ออนาคตการเงินของเราไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี, การคำนวณโบนัส หรือแม้แต่ตอนที่เราย้ายงานในอนาคต บริษัทใหม่ก็มักจะใช้ฐานเงินเดือนเดิมของเราเป็นจุดอ้างอิงและนี่คือ7 เทคนิคที่จะช่วยให้เจรจาต่อรองเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับคุณค่าและความสามารถของเรา1.อ่านสถานการณ์ให้ออก เริ่มเจรจาเมื่อได้เปรียบจังหวะที่ดีที่สุดในการเริ่มเจรจา คือ หลังจากที่เราได้รับข้อเสนองานอย่างเป็นทางการแล้วณ จุดนี้ คือจุดที่นายจ้างแสดงความสนใจอย่างชัดเจนว่า ‘อยากได้เรา’ มาร่วมทีม บริษัทได้ลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรในการสัมภาษณ์ไปแล้ว การต่อรองของเราจึงมีน้ำหนักมากขึ้นนอกจากนี้ สังเกตด้วยว่าเรากำลังคุยกับใคร คนนั้นมีอำนาจตัดสินใจหรือไม่? (เช่น หัวหน้าแผนกโดยตรง หรือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล) หากเป็นHR ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ให้พยายามพูดคุยกับคนที่มีอำนาจสูงกว่า การคุยกับคนที่ใช่จะช่วยให้การเจรจาจบเร็วและมีประสิทธิภาพ2.ทำการบ้าน ข้อมูลคืออาวุธสำคัญอย่าต่อรองด้วยความรู้สึก แต่จงต่อรองด้วย ‘ข้อมูล’ การมีข้อมูลสนับสนุนจะทำให้ข้อเรียกร้องของเราน่าเชื่อถือจงรวบรวมข้อมูลเงินเดือน ค้นหาว่าตำแหน่งงานของเรา ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีอัตราเงินเดือนในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ เว็บไซต์หางาน หรือแพลตฟอร์มอย่างLinkedIn, JobsDB สามารถช่วยได้ให้ประเมินตัวเองว่า ทักษะ, ความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ของเรา เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่? ประสบการณ์ 3 ปี กับ10 ปี ย่อมได้เรทไม่เท่ากันจากนั้น ควรกำหนด ‘ช่วงเงินเดือน’ ในใจไว้3 ตัวเลข คือ ตัวเลขขั้นต่ำที่รับได้ (ห้ามต่ำกว่านี้), ตัวเลขที่คาดหวัง และ ตัวเลขในฝัน (เผื่อต่อรอง)3.เตรียมกลยุทธ์ว่า ทำไมต้องจ้างราคานี้การต่อรองไม่ใช่การขอเงินเพิ่ม แต่คือการนำเสนอว่า ‘คุณค่า’ ที่เราจะมอบให้บริษัทนั้น คุ้มค่ากับตัวเลขที่ร้องขอ ควรเตรียมชุดข้อมูลที่เป็นจุดแข็งของเราและตอบโจทย์บริษัทความสำเร็จ: เราเคยทำโปรเจกต์อะไรสำเร็จบ้าง? ช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มยอดขายให้ที่เก่าได้เท่าไหร่? ประสบการณ์ หรือทักษะเฉพาะทางที่โดดเด่นใบรับรอง (Certificates): การมีใบรับรองเฉพาะทางช่วยเพิ่มแต้มต่อได้กรณีเปลี่ยนสายงาน: ถ้าสมัครงานไม่ตรงสาย ให้เน้นว่าเราจะ ‘ประยุกต์’ ความเชี่ยวชาญเดิมมาสร้างประโยชน์ให้งานใหม่ได้อย่างไร4.ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่มองผลตอบแทนทั้งหมดหากบริษัทไม่สามารถให้ตัวเลขเงินเดือนที่เราพอใจได้ 100% อย่าเพิ่งปิดดีล ลองพิจารณา ‘ผลประโยชน์และสวัสดิการอื่น’โบนัส (การันตีหรือไม่)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั่วโมงการทำงาน (เช่น ทำงานแบบ Hybrid,เวลาเข้าออกงานที่ยืดหยุ่น)วันลาพักร้อนสวัสดิการอื่นๆ (ค่ารักษาพยาบาล, ฟิตเนส, ค่าเดินทาง)งบประมาณในการอบรมพัฒนาตนเอง (Training Budget)บางครั้ง สวัสดิการเหล่านี้อาจมีมูลค่ามากกว่าตัวเลขเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย5.อย่าต่อรองยืดเยื้อ ปิดเกมให้ไวและมีหลักฐานการเจรจาที่ดีควรจบภายในไม่กี่ครั้ง (เช่น การคุยโทรศัพท์1 ครั้ง และอีเมลยืนยัน1-2 ฉบับ) การต่อรองที่ยืดเยื้อเกินไปอาจสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อกันก่อนที่จะเริ่มงานด้วยซ้ำ จงเตรียมพร้อมข้อมูลและข้อเสนอของเราให้ชัดเจนตั้งแต่แรกสิ่งสำคัญคือ เมื่อตกลงเรทค่าตอบแทนกันได้แล้ว ต้องเก็บหลักฐานข้อตกลงเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอีเมลยืนยัน หรือการระบุในสัญญาจ้างงาน ห้ามตกลงด้วยปากเปล่าเด็ดขาด6.เตรียมตัวสำหรับคำถาม (ที่อาจอึดอัด)ในระหว่างการเจรจา นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจซักถามเพื่อประเมินสถานการณ์ของเราเพื่อการตัดสินใจ เช่น“พร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่?” : ตอบตามจริง และเผื่อเวลาสำหรับการลาออกตามกฎหมาย (ปกติ30 วัน)“มีข้อเสนอจากบริษัทอื่นหรือไม่?” : หากมี ไม่จำเป็นต้องโกหก การที่บอกว่ามีที่อื่นสนใจเราอยู่ อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักต่อรองให้เราได้“เงินเดือนที่คาดหวังมาจากฐานคิดอะไร?” : นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ขายความสามารถของตัวเองคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ การโกหกเรื่องความสำเร็จหรือข้อเสนอจากที่อื่น (ทั้งที่ไม่มีจริง) อาจทำลายความน่าเชื่อถือของเราทันทีหากถูกจับได้7.จบการเจรจาด้วยความเป็นมืออาชีพไม่ว่าผลลัพธ์การเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการรักษาความเป็นมืออาชีพไว้จนถึงที่สุด วงการไอที, การตลาด, หรืองานสายอื่น ๆ นั้น ‘เล็กกว่าที่คิด’ อย่าเผาอนาคตตัวเองด้วยการแสดงอารมณ์ไม่พอใจหากสมหวัง: ขอบคุณอย่างจริงใจ และแสดงความกระตือรือร้นที่จะได้เริ่มงานหากถูกปฏิเสธ (หรือไม่สามารถตกลงกันได้): อย่าแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ให้ปฏิเสธอย่างสุภาพ และขอบคุณสำหรับเวลาและโอกาสที่มอบให้ เพราะโลกการทำงานนั้นกลม ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกว่าเปิดรับ และเขาก็อาจนึกถึงเราเป็นคนแรกการหางานใหม่เป็นเรื่องที่ท้าทาย และการเจรจาเงินเดือนก็เช่นกัน แต่อย่าท้อถอยที่จะเรียกร้องในสิ่งที่เราคู่ควร และที่สำคัญที่สุด อย่าประเมินคุณค่าและความสามารถของตัวเองต่ำเกินไป การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้เราได้งานที่ใช่ ในผลตอบแทนที่เราคู่ควรที่มา : https://thestandard.co/7-techniques-negotiate-salary-pay/
อ่านเพิ่มเติม
ความสุขคืออะไร เป็นคำถามที่ดูเหมือนจะตอบง่าย แต่ก็ตอบยาก เพราะขณะที่ใครหลายคนดูเหมือนจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่คนเหล่านั้นก็กลับค้นหาและพยายามไขว่คว้ามันใหม่อยู่เสมอ ท่ามกลางแนวคิดการค้นหาความสุขมากมาย จึงเกิดคำถามใหม่เกิดขึ้นมาว่า เราจะสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างไรเช่นเดียวกับความสุขในการทำงาน (Workplace Happiness)ที่จะเป็นตัวสร้างความผูกพันและแรงจูงใจในองค์กร โดยจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การสร้างความจงรักภักดีของพนักงาน และลดอัตราการลาออกให้น้อยลง หลายคนองค์กรจึงหันมาใส่ใจการสร้างความสุขในที่ทำงานมากขึ้น ต่อจากนี้คือแนวทางการสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืน เพื่อให้ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้กันความสุขในการทำงานคืออะไรความสุขในการทำงาน คือการรับรู้ทางอารมณ์ของพนักงานในทางที่ดีต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับการยกย่อง การยอมรับ ความมั่นคง ความก้าวหน้า หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยในการทำงาน รวมไปถึงปัจจัยทางด้านบุคคล เช่น เพื่อนร่วมงานที่ดีหรือหัวหน้างานที่เมตตา ซึ่งทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ โดยความสุขในที่ทำงานประกอบไปด้วยความรื่นรมย์ในการทำงาน (Arousal)เป็นความรู้สึกสนุกขณะทำงานโดยไม่มีความรู้สึกวิตกกังวลใดๆความพึงพอใจในงาน (Pleasure) เป็นความรู้สึกพอใจขณะทำงาน โดยไม่มีความทุกข์ใจในการปฏิบัติตนความกระตือรือร้นในการทำงาน (Self-validation)เป็นความรู้สึกอยากทำงาน เต็มไปด้วยความตื่นตัวและมีชีวิตชีวาDid You Know?ถ้าไม่มีความสุขในการทำงานก็จะเกิดขึ้นอาการ Burnout Syndromeมีข้อมูลจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)ที่สำรวจผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานครช่วงปลายปี 2562จํานวน1,280คน พบว่า12%ของคนวัยทำงานอยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)และ57%กำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูง ซึ่งกลุ่มGen Zเป็นวัยที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง17%รองลงมาคือกลุ่มGen Yที่13%และกลุ่มBaby Boomerที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟ7%ผลสำรวจนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพจิตใจของพนักงานในองค์กรเป็นเรื่องจำเป็น หลายองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความสุขในการทำงานมากขึ้นความสำคัญของความสุขในการทำงานทุกวันนี้การวัดผลธุรกิจไม่ได้มองแค่การเติบโตทางตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความท้าทายในการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาได้นั้น ก็คือคนหรือพนักงานขององค์กรนั่นเอง ทว่าการดึงศักยภาพของคนออกมาให้ได้มากที่สุดต้องแลกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล องค์กรยุคใหม่จึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นความสุขในการทำงานของพนักงานได้เลย ทั้งนี้มีงานวิจัยสารพัดที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับประสิทธิภาพองค์กรอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นพนักงานที่มีความสุขจะอยู่กับองค์กรนานกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุข 4เท่าพนักงานที่มีความสุขจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น 12%พนักงานที่มีความสุขจะทุ่มเทในการทำงานมากขึ้นเป็น 2เท่าพนักงานที่มีความสุขจะมีพลังงานในการทำงานมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุข 65%ปัจจัยที่ทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงานมีหลายปัจจัยที่ทำให้พนักงานความสุขในที่ทำงาน โดยในที่นี้เราขอสรุปออกมาทั้ง5ปัจจัยครอบคลุมความสุขในการทำงาน ดังนี้1.มีรายได้ที่เพียงพอแน่นอน ค่าแรงที่สูงขึ้นส่งผลต่อความพึงพอใจของพนักงานที่สูงขึ้นตาม มีรายการของWorld Happiness Report (WHR)ที่บอกว่า คนทำงานที่มีรายได้สูงจะมีความสุขและพอใจในชีวิตหรือการทำงานมากกว่าคนที่มีรายได้ต่ำ อย่างไรก็ตาม การแสวงหาความสุขในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องเท่ากับการแสวงหารายได้ที่มากขึ้น เพราะการเพิ่มเงินไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มความสุขเสมอไป ยกตัวอย่าง การเพิ่มเงินเดือน 100ดอลลาร์ (ประมาณ3200บาท) จะทำให้คนที่รายได้ต่ำมีความสุขมากกว่าคนที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว สอดคล้องกับอีกหนึ่งผลการวิจัยที่บอกว่า เงินไม่ได้สร้างความสุขสำหรับคนที่มีรายได้เกิน75,000ดอลลาร์ต่อปี (2ล้านบาทขึ้นไป) สรุปก็คือ การมีเงินมากไม่มีผลต่อความสุข แต่การมีความมั่นคงทางการเงินต่างหากที่ทำให้มีความสุขมากกว่า2.มีเจ้านายที่ดีมีหลายงานวิจัยที่บอกว่า หัวหน้าที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขในที่ทำงาน เหมือนที่เบนจามิน อาร์ทส์ (Benjamin Artz)ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซินและคณะ ได้ศึกษาความสามารถของหัวหน้างานแล้วพบว่า การมีหัวหน้าที่มีความสามารถและมีความรอบรู้สูงมีอิทธิพลเชิงบวกเป็นอย่างมากต่อระดับความพึงพอใจของพนักงาน โดยเฉพาะหัวหน้างานสามารถกำหนดสภาวะการทำงานของพนักงานได้เหมือนกัน ฉะนั้นการมีหัวหน้าที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในแต่ละสาขาขององค์กร ก็จะเพิ่มความสุขและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึง12%3.มีเพื่อนร่วมงานที่ยอดเยี่ยมการทำงานคือการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่การฉายเดี่ยว ความสามัคคีจึงเป็นปัจจัยให้การทำงานประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น หากมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานย่อมส่งผลเสียต่อกระบวนการแน่นอน ขณะเดียวกัน ถ้าหากมีความสัมพันธ์อันดี ทุกคนก็จะร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปด้วยกัน4.มีความอิสระหัวหน้าที่ให้ความอิสระจะทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น มากกว่ามีหัวหน้าที่ชอบควบคุมทุกอย่างทุกขั้นตอนจนกลายเป็นเผด็จการ โดยมีงานวิจัยที่บอกว่า การบริหารงานแบบย่อยเฝ้าดูทุกขั้นตอน (micromanagement) ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานต่ำลง อัตราการลาออกสูงขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ขณะที่ความอิสระ (แม้กระทั่งความอิสระในช่วงเวลาWork From Home)ก็จะช่วยลดความเครียด และเพิ่มความสบายใจในการทำงานมากขึ้น5.มีชีวิตและการทำงานที่สมดุล (Work Life Balance)ถึงแม้จะมีความอิสระ มีความหลากหลายของงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของความสุขพนักงานคือการได้หยุดงาน เพราะการทำงานมากเกินไป ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตแล้ว แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายด้วย ซึ่งไม่มีผลงานวิจัยใดๆ เลยที่บอกว่า ยิ่งทำงานนานเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดี ฉะนั้นการสร้างWork Life Balanceจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดต่อความสุขในที่ทำงานHRจะส่งเสริมการสร้างความสุขในการทำงานได้อย่างไรเพราะคนคือหัวใจขององค์กร การรักษาความสุขของพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร หัวหน้างาน รวมไปถึงทรัพยากรบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์ควรให้ความสำคัญ ซึ่งจะว่าไปแล้วการสร้างความสุขในการทำงานนับเป็นหนึ่งในหน้าที่ของHRด้วย โดยสามารถส่งเสริมได้ ดังนี้1.ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กรการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรจะช่วยให้พนักงานมีความผูกพันกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม หรือระหว่างแผนก สิ่งนี้จะช่วยให้ทุกคนในองค์กรรู้จักกัน และเข้าใจกระบวนการทำงานซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ระบบการทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยHRมีเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์มากมายให้เลือกใช้ เช่น การสร้างTeam Buildingผ่านCompany Outingsเป็นต้น2.ใช้ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นการทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นที่ถกเถียงในหลากหลายองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่หลายคนจำเป็นต้องWork From Homeทำให้กฎระเบียบข้อบังคับแบบเดิมๆ ไม่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์นี้HR จึงมีหน้าที่ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจทางเลือกในการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับแต่ละคน รวมถึงพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นองค์กรใดที่สามารถปรับเปลี่ยนข้อจำกัดเพื่อรองรับการทำงานให้สะดวกที่สุด องค์กรนั้นก็จะได้คนที่มีศักยภาพเข้าไปร่วมงานได้มากที่สุด3.ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพด้วยรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เส้นทางอาชีพ หรือCareer Pathก็ค่อยๆ เลือนลานลง พนักงานคนหนึ่งอาจไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียวในเลือกเดิน แถมยังมีงานหลากหลายให้รับผิดชอบ สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารและHRควรตระหนักก็คือการวางแผนพัฒนาอาชีพ (Career Development)ให้ก้าวหน้า องค์กรจึงต้องพร้อมให้ข้อเสนอแนะหรือช่วยออกแบบความก้าวหน้าทางอาชีพของพนักงานด้วย4.ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะใหม่การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในองค์กรอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ภายนอกด้วยเช่นกัน เนื่องจากทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดงานใหม่และทักษะใหม่ๆ ตามมา ซึ่งบางครั้งเป็นทักษะที่ไม่ได้มีสอนตามหลักสูตรปกติทั่วไป หากมีการส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ผลประโยชน์ก็จะกลับมาสู่องค์กร ขณะที่พนักงานก็จะรู้สึกดีที่ได้อัพเกรดความสามารถของตัวเองแบบฟรีๆ5.ชื่นชมและให้ฟีคแบคกับพนักงานคงไม่มีการกระทำใดๆ ที่สร้างความสุขได้ดีไปกว่าการเอ่ยปากชื่นชม สิ่งนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจพนักงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยสามารถทำผ่านการประเมินผลงานประจำปี ซึ่งจะช่วยให้พนักงานทราบถึงความคาดหวังขององค์กร ลำดับความสำคัญ ขอบเขตการทำงาน และคุณค่าของงานที่ทำอยู่ ทั้งนี้ข้อเสนอแนะหรือFeedbackมีได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ อย่าให้แต่คำชม และไม่กล้าให้คำติ เพราะข้อมูลทุกอย่างล้วนสามารถนำไปวิเคราะห์และแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้นได้6.มอบผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดีนอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความสุขให้คนทำงานได้เหมือนกัน ซึ่งไม่เพียงการมอบสวัสดิการพื้นฐาน เช่น สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ แต่รวมไปถึงสวัสดิการด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายใจองค์กร ถ้าทุกอย่างตอบโจทย์คนทำงานก็จะเพิ่มความสุขในระยะยาวได้เลยสถิติความสุขในที่ทำงานของไทยปี 2021จากMilieu InsightMilieu Insightได้สำรวจความสุขในที่ทำงานของพนักงานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 6,800 คน ทั้งจากประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนามและไทย พบว่า คนไทยกว่า44% รู้สึกว่าปีนี้ไม่มีความสุขมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีความสุขสูงที่สุดในกลุ่มตัวอย่างอีกด้วยโดยความสุขในที่ทำงานของคนไทยเกิดจาก เงินเดือน48% ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน45% การจัดการงานปัจจุบัย36% และความหมายในการทำงาน33%ขณะที่การไม่มีความสุขในที่ทำงานของคนไทยเกิดจาก ปริมาณงานที่มากเกินไป23% การไม่มีโอกาสในการเติบโต21% เงินเดือน21% และสวัสดิการบริษัท20%ตัวอย่างโมเดลการสร้างความสุขในการทำงานBAMBA ModelBAMBA Modelเป็นแนวคิดของราช รักกุนาธาน (Raj Raghunathan)ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความสุข If You’re So Smart, Why Aren’t You Happy?ซึ่งถ้าหากผู้บริหารหรือ HRโฟกัสสิ่งเหล่านี้ ก็จะสร้างความสุขให้กับพนักงานได้เพิ่มขึ้น โดยแต่ละตัวมีความหมายดังนี้B – Basic needsคือความต้องการพื้นฐานที่สุดในการทำงาน นั่นคือความต้องการทางร่างกายและความต้องการทางอารมณ์ เช่น ได้เงินเดือนเพียงพอต่อการค่าใช้จ่ายหรือเปล่า การนั่งทำงานเหมาะสมกับสรีระหรือไม่ บรรยากาศในออฟฟิศปลอดโปร่งไหม เป็นต้นA – Autonomyคือความอิสระในการทำงานโดยไม่ถูกควบคุม ความอิสระในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพอย่างเดียว แต่คือความอิสระในการแสดงความคิดเห็นด้วยM – Masteryคือความชำนาญในทำงาน โดยเฉพาะความชำนาญที่เกิดจากงานที่ตัวเองที่ชอบ มากกว่าการทำตามใบสั่งอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความกระตือรือร้นและการเติบโตทางอาชีพ องค์กรจึงควรส่งเสริมให้เกิดเรียนรู้ทักษะนั้นๆ ด้วยB – Belongingคือการเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงาน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมความรู้สึกแปลกแยกนับเป็นผลร้ายต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงWork From Home ที่การรักษาความสัมพันธ์เป็นเรื่องยาก มันก็เหมือนประโยคที่ใครหลายคนบอกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงาน แต่ลาออกเพราะคนA – Abundance Cultureคือวัฒนธรรมองค์กรที่สมบูรณ์ บางทีการสร้างวัฒนธรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่นCEO ของCampbell Soups เคยเขียนการ์ดแสดงความขอบคุณ 5 ใบต่อวัน ตลอดอาชีพจึงขอบคุณพนักงานกว่า3 หมื่นฉบับ เปลี่ยนจากองค์กรที่ประสบปัญหาให้ยอดขายเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จPERK ModelGreater Good Magazineเว็บไซต์บทความวิทยาศาสตร์แห่งความสุขได้แนะนำ PERK Modelในการสร้างความสุขในที่ทำงานไว้ 4เสาหลัก ซึ่งผู้บริหารและHRควรให้การส่งเสริม ดังนี้P – Purposeคือเป้าหมายในการทำงาน เพราะพนักงานจะรู้สึกมีคุณค่า หากรู้ว่ากำลังทำประโยชน์อะไรให้กับองค์กรหรือคนอื่นอยู่ และจะเกิดผลดีมาก ถ้าเป้าหมายขององค์กรสอดคล้องกับเป้าหมายของพนักงานเช่นกันE – Engagementคือการส่วนร่วมกับองค์กรซึ่งจะช่วยสร้างให้เกิดความผูกพัน ทำให้พนักงานอยากร่วมงานในระยะยาว และเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กรในที่สุดR – Resilienceคือความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรับมือ ปรับตัว หรือเรียนรู้จากความล้มเหลว ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการหนีปัญหา แต่คือการเผชิญหน้าความท้าทายด้วยความจริงใจต่างหากK – Kindnessคือความเมตตา ทั้งความเมตตาในตัวเองและความเมตตาต่อผู้อื่น ผ่านการปฏิบัติต่อกันอย่างเหมาะสม การสร้างความเชื่อใจ การแบ่งปันความรู้ เช่นเดียวกับผู้นำที่จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดีหรือมีความสุภาพ โดยจะพัฒนาสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อไปHappy Workplaceองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace)เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความสุขของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างความสุขของตัวเอง ครอบครัว และสังคม โดยมี8หลัก ดังนี้Happy Body – สุขภาพดีคือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วไปHappy Heart – น้ำใจงามคือความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน รวมถึงมีความชื่นชมยินดีและเข้าใจในผู้อื่นHappy Relax – การผ่อนคลายคือสภาวะไร้ความเครียดที่ส่งผลต่อชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน มีการพักผ่อนที่เพียงพอ อารมณ์ดีและยิ้มแย้มแจ่มใสHappy Brain – หาความรู้คือความใฝ่รู้ที่จะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาตนให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นHappy Soul – การมีคุณธรรมคือการมีจิตใจที่ดีตามหลักศีลธรรม มีความเกรงกลัวต่อการทำบาป รวมถึงการทำสมาธิให้มีจิตวิญญาณอันสงบสุขHappy Money – การปลอดหนี้คือการมีรายรับรายจ่ายที่มั่นคง สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างเหมาะสม รู้จักการออมและลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตHappy Family – ครอบครัวดีคือการมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีการทำงานที่เบียดบังช่วงเวลาแห่งความครอบครัวHappy Society – สังคมดีคือการร่วมสร้างสังคมและชุมชนที่ดีในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างกัน สามารถไว้วางใจกัน และมีความรักความสามัคคีต่อกันDid You Know?ปัจจุบันมีการเพิ่ม Happyตัวที่9Happy Work Life –การงานดีคือความสุขจากประสบการณ์การทำงานกับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการมีความสุขกับสภาพแวดล้อมโดยรวม ความพึงพอใจกับสวัสดิการ รวมไปถึงการได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้น และการได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าด้วยบทสรุป“Out of every goal human beings want to attain, happiness is usually the greatest.” – Tom Milesเพราะความสุขเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา ความสุขในการทำงานของพนักงานจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความใส่ใจ เห็นได้จากงานวิจัยสารพัดที่บ่งบอกว่า ความสุขส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งนั่นนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าขององค์กรต่อไปนอกจากกระบวนการที่อยู่ในบทนี้ ยังมีแนวคิดและกระบวนการสร้างความสุขในที่ทำงานอีกมากมาย อยู่ที่องค์กรของคุณเหมาะสมกับแนวคิดไหนมากกว่ากัน ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่ทุกแนวทางมองเห็นเหมือนกัน ก็คือการให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล และมองคนทำงานให้เห็น “คน” มากขึ้น ซึ่งนั่นก็สร้างความสุขพื้นฐานที่ยั่งยืนให้พนักงานของคุณแล้วที่มา : https://th.hrnote.asia/tips/workplace-happiness-210708/
อ่านเพิ่มเติม